Binance Square

BeInCrypto TH

image
Επαληθευμένος δημιουργός
🌍 ข่าวด่วนและการวิเคราะห์ที่เป็นกลางใน 26 ภาษา!
0 Ακολούθηση
46 Ακόλουθοι
767 Μου αρέσει
5 Κοινοποιήσεις
Δημοσιεύσεις
·
--
ราคา MYX Finance พุ่งแซง Bitcoin หลังปรับขึ้น 32% ท่ามกลางแรงขายMYX Finance ได้สวนทางกับสภาวะอ่อนแอในตลาดคริปโตโดยรวม ด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงและสร้างแรงเหวี่ยงขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการพุ่งขึ้นนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังคงอยู่ แม้ว่า Bitcoin จะร่วงลงใกล้ระดับ 65,000 USD ก็ตาม แม้ว่าความต้องการจะยังแข็งแกร่ง แต่ระดับแนวต้านใหม่ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ขาขึ้นของ MYX อาจเผชิญข้อจำกัดในระยะสั้น หากแรงเหวี่ยงเริ่มอ่อนตัวลง แรงซื้อของนักลงทุน MYX หนุนตลาดสวนทางแรงขาย ตัวชี้วัดทางตลาดแสดงให้เห็นว่า MYX กำลังได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยค่า Chaikin Money Flow ที่ติดตามแรงซื้อและแรงขาย ได้ทะลุเส้นศูนย์ขึ้นไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ ส่ง MYX เข้าสู่โซนบวก ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่มักเกี่ยวข้องกับการสะสมและการมีส่วนร่วมของนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น ค่า CMF ที่เป็นบวกมักช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของราคาในช่วงที่ตลาดผันผวน อย่างในกรณีของ MYX การไหลเข้าของเงินทุนที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงการที่ผู้ซื้อดูดซับอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งพฤติกรรมนี้ช่วยเสริมมุมมองขาขึ้นและสร้างเสถียรภาพให้ราคาต่อไป แม้ตลาดคริปโตโดยรวมจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ก็ตาม ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโทเคนแบบนี้มากขึ้นใช่หรือไม่ สมัครรับจดหมายข่าวรายวันเกี่ยวกับคริปโตจากบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่ ที่นี่ กราฟ Chaikin Money Flow ของ MYX ที่มา: TradingView แม้ความต้องการแบบสปอตจะยังแข็งแรง แต่ข้อมูลอนุพันธ์สะท้อนถึงความระมัดระวัง โดย Funding Rate ของ MYX ได้ลดลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่แดนลบ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงการที่สถานะ Short มีมากกว่า Long อย่างชัดเจน ซึ่งเทรดเดอร์ในตลาดฟิวเจอร์สจึงดูสงสัยเกี่ยวกับ ความยั่งยืนของแรงพุ่งขึ้นของ MYX การลดลงของ Funding Rate นี้เกิดขึ้นในขณะที่ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งความแยกทางระหว่างสองปัจจัยดังกล่าวนี้มักจะชี้ว่าเทรดเดอร์กำลังวางตำแหน่งเพื่อรอการปรับฐานมากกว่าการไล่ซื้อขาขึ้น โดยความสนใจ Short ที่เพิ่มสูงขึ้นนี้สามารถกดดันเสถียรภาพของราคาได้โดยเฉพาะหากแรงเหวี่ยงฝั่งขาขึ้นชะลอตัว หรือหากสภาวะตลาดโดยรวมทรุดแย่ลงไปอีก อัตรา Funding Rate ของ MYX ที่มา: Coinglass ราคา MYX พุ่งต่อเนื่อง ราคาของ MYX ได้เพิ่มขึ้น 32% ในช่วงหกวันที่ผ่านมา และขณะนี้ซื้อขายอยู่ใกล้ 6.40 USD ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ โดย token ยังคงอยู่เหนือแนวรับที่ 5.99 USD ซึ่งทำหน้าที่เป็นโซนความต้องการหลัก ทั้งนี้ MYX สามารถทำผลงานได้ดีกว่าตลาดโดยรวม โดยที่สินทรัพย์หลักอื่น ๆ ต่างขาดทุน การรักษาโมเมนตัมนี้เอาไว้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยความกังวลที่เกิดจากตลาดอนุพันธ์ เป้าหมายในระยะสั้นของ MYX คือการยึดคืนระดับแนวรับที่ 6.87 USD หากสามารถรักษาระดับนี้ไว้ได้ ราคาก็อาจเคลื่อนไปสู่โซนแนวต้านที่ 7.49 USD ได้ การวิเคราะห์ราคา MYX ที่มา: TradingView อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงขาลงยังคงมีอยู่หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนไป เพราะหากมีแรงขาย Bitcoin รอบใหม่ ก็อาจ ส่งผลต่อ MYX แม้ว่าการเชื่อมโยงกันจะยังมีจำกัดก็ตาม และหาก MYX ไม่สามารถยึดแนวรับปัจจุบันได้ ก็อาจทำให้ราคาถอยกลับลงมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ผลกำไรที่เพิ่งได้มาบางส่วนสูญหายไปและทำให้แนวคิดขาขึ้นถูกยกเลิก โดยราคาจะหลุดจาก 5.99 USD และลงสู่ 5.27 USD หรืออาจต่ำกว่านั้น

ราคา MYX Finance พุ่งแซง Bitcoin หลังปรับขึ้น 32% ท่ามกลางแรงขาย

MYX Finance ได้สวนทางกับสภาวะอ่อนแอในตลาดคริปโตโดยรวม ด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงและสร้างแรงเหวี่ยงขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการพุ่งขึ้นนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังคงอยู่ แม้ว่า Bitcoin จะร่วงลงใกล้ระดับ 65,000 USD ก็ตาม

แม้ว่าความต้องการจะยังแข็งแกร่ง แต่ระดับแนวต้านใหม่ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ขาขึ้นของ MYX อาจเผชิญข้อจำกัดในระยะสั้น หากแรงเหวี่ยงเริ่มอ่อนตัวลง

แรงซื้อของนักลงทุน MYX หนุนตลาดสวนทางแรงขาย

ตัวชี้วัดทางตลาดแสดงให้เห็นว่า MYX กำลังได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยค่า Chaikin Money Flow ที่ติดตามแรงซื้อและแรงขาย ได้ทะลุเส้นศูนย์ขึ้นไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ ส่ง MYX เข้าสู่โซนบวก ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่มักเกี่ยวข้องกับการสะสมและการมีส่วนร่วมของนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น

ค่า CMF ที่เป็นบวกมักช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของราคาในช่วงที่ตลาดผันผวน อย่างในกรณีของ MYX การไหลเข้าของเงินทุนที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงการที่ผู้ซื้อดูดซับอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งพฤติกรรมนี้ช่วยเสริมมุมมองขาขึ้นและสร้างเสถียรภาพให้ราคาต่อไป แม้ตลาดคริปโตโดยรวมจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ก็ตาม

ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโทเคนแบบนี้มากขึ้นใช่หรือไม่ สมัครรับจดหมายข่าวรายวันเกี่ยวกับคริปโตจากบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่ ที่นี่

กราฟ Chaikin Money Flow ของ MYX ที่มา: TradingView

แม้ความต้องการแบบสปอตจะยังแข็งแรง แต่ข้อมูลอนุพันธ์สะท้อนถึงความระมัดระวัง โดย Funding Rate ของ MYX ได้ลดลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่แดนลบ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงการที่สถานะ Short มีมากกว่า Long อย่างชัดเจน ซึ่งเทรดเดอร์ในตลาดฟิวเจอร์สจึงดูสงสัยเกี่ยวกับ ความยั่งยืนของแรงพุ่งขึ้นของ MYX

การลดลงของ Funding Rate นี้เกิดขึ้นในขณะที่ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งความแยกทางระหว่างสองปัจจัยดังกล่าวนี้มักจะชี้ว่าเทรดเดอร์กำลังวางตำแหน่งเพื่อรอการปรับฐานมากกว่าการไล่ซื้อขาขึ้น โดยความสนใจ Short ที่เพิ่มสูงขึ้นนี้สามารถกดดันเสถียรภาพของราคาได้โดยเฉพาะหากแรงเหวี่ยงฝั่งขาขึ้นชะลอตัว หรือหากสภาวะตลาดโดยรวมทรุดแย่ลงไปอีก

อัตรา Funding Rate ของ MYX ที่มา: Coinglass ราคา MYX พุ่งต่อเนื่อง

ราคาของ MYX ได้เพิ่มขึ้น 32% ในช่วงหกวันที่ผ่านมา และขณะนี้ซื้อขายอยู่ใกล้ 6.40 USD ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ โดย token ยังคงอยู่เหนือแนวรับที่ 5.99 USD ซึ่งทำหน้าที่เป็นโซนความต้องการหลัก ทั้งนี้ MYX สามารถทำผลงานได้ดีกว่าตลาดโดยรวม โดยที่สินทรัพย์หลักอื่น ๆ ต่างขาดทุน

การรักษาโมเมนตัมนี้เอาไว้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยความกังวลที่เกิดจากตลาดอนุพันธ์ เป้าหมายในระยะสั้นของ MYX คือการยึดคืนระดับแนวรับที่ 6.87 USD หากสามารถรักษาระดับนี้ไว้ได้ ราคาก็อาจเคลื่อนไปสู่โซนแนวต้านที่ 7.49 USD ได้

การวิเคราะห์ราคา MYX ที่มา: TradingView

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงขาลงยังคงมีอยู่หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนไป เพราะหากมีแรงขาย Bitcoin รอบใหม่ ก็อาจ ส่งผลต่อ MYX แม้ว่าการเชื่อมโยงกันจะยังมีจำกัดก็ตาม และหาก MYX ไม่สามารถยึดแนวรับปัจจุบันได้ ก็อาจทำให้ราคาถอยกลับลงมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ผลกำไรที่เพิ่งได้มาบางส่วนสูญหายไปและทำให้แนวคิดขาขึ้นถูกยกเลิก โดยราคาจะหลุดจาก 5.99 USD และลงสู่ 5.27 USD หรืออาจต่ำกว่านั้น
อะไรทำให้ Hyperliquid (HYPE) ยังแข็งแกร่ง ท่ามกลางความกลัวตลาดขั้นสุดในไทยHyperliquid (HYPE) เคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดคริปโตโดยรวมตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากปัจจัยภายในและแรงขับเคลื่อนเฉพาะตัวหลายประการ นักวิเคราะห์พบว่า การขาดทุนจากการลิควิดช่วยผลักดันราคาของ HYPE ให้สูงขึ้น HYPE จะสามารถทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดไปได้นานแค่ไหน? ข้อมูลบนเครือข่ายและตลาดหลายประเด็นให้ภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้ตลาด Hyperliquid มีผลประกอบการเหนือกว่า ในขณะที่เงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดคริปโตโดยรวม Hyperliquid (HYPE) กลับได้รับเงินทุนไหลเข้า ข้อมูลจาก TradingView แสดงว่าตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว มูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมดลดลงจาก 3.2 ล้านล้าน USD เหลือ 2.2 ล้านล้าน USD แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน HYPE เพิ่มขึ้น 60% จาก 20.6 USD เป็น 33.6 USD ราคา HYPE และมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด แหล่งที่มา: TradingView ความแตกต่างอย่างชัดเจนนี้บ่งชี้ว่าปัจจัยภายในของ HYPE มีอิทธิพลมากกว่าความกดดันด้านการขายอย่างหนักของตลาด รายงานล่าสุดจาก BeInCrypto ระบุว่าการเติบโตส่วนหนึ่งนี้เกิดจากปริมาณการซื้อขายสัญญา HIP-3 ฟิวเจอร์สบน Hyperliquid ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Grayscale Research ยังเน้นย้ำถึงการเติบโตของการซื้อขายฟิวเจอร์สแบบ Perpetual สำหรับสินทรัพย์ที่ไม่ใช่คริปโตบน Hyperliquid ในช่วงต้นปีนี้ โดยแพลตฟอร์มบันทึกปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อสัปดาห์เกิน 900 ล้าน USD ปริมาณสัญญา HIP-3 ฟิวเจอร์สบน Hyperliquid แหล่งที่มา: Grayscale นอกจากนี้ Ripple Prime ได้เปิดให้สถาบันใช้งานเครื่องมืออนุพันธ์บนเชนของ Hyperliquid ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น อีกเหตุการณ์หนึ่งที่หนุน HYPE ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ตลาดมีความรู้สึกกลัวมากที่สุดในรอบปี Coinbase ได้เปิดให้ซื้อขาย HYPE อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เหรียญยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากการขายในตลาดโดยรวมมากนัก การได้รับการลิสต์บนกระดานเทรดหลักอย่าง Coinbase ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความต้องการซื้อ โดยดึงดูดทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยเข้ามา ส่งผลให้ HYPE สามารถรองรับแรงขายได้แม้ในขณะที่ตลาดกำลังปรับตัวลดลง อีกทั้งยังขยายกำไรได้ต่อเนื่องอีกด้วย Coinbase ลิสต์ HYPE แล้ว! สำหรับการลิสต์ครั้งนี้มีข้อสังเกต 2 ประการคือ นี่อาจเป็นสัญญาณล่วงหน้าที่บ่งชี้ว่า ETF ของ HYPE แบบสปอตจะเริ่มต้นซื้อขายในอนาคต เนื่องจาก Coinbase เป็นผู้ดูแลทรัพย์สิน นักลงทุนในสหรัฐอเมริกายังคงเข้าถึง HYPE ได้ลำบาก การลิสต์บน Coinbase จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ — Steven.hl, Yunt Capital, กล่าว นักวิเคราะห์บางส่วนเสริมว่า การที่ HYPE ยังไม่ได้ลิสต์บน Binance อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยให้เหรียญนี้รอดพ้นจากการเทขายครั้งใหญ่ MartyParty นักลงทุน ระบุว่า HYPE เป็นสินทรัพย์ Layer-1 เพียงตัวเดียวที่ยังไม่ได้ขึ้นกระดาน Binance ส่งผลให้เหรียญนี้ไม่ถูกลากเข้าไปในกระแส “ล่ากินสภาพคล่อง” ดั่งที่เกิดกับสินทรัพย์อื่นๆ ทำไมการลิควิดขนาดใหญ่จึงดันราคา HYPE ขึ้นสูง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กลุ่มอื่นมองว่า เรื่องราวราคาของ HYPE มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ข้อมูลจาก Coinglass ชี้ว่าจากมูลค่าการล้างสถานะสินทรัพย์ดิจิทัลสูงกว่า 2.6 พันล้าน USD ภายใน 24 ชั่วโมง Hyperliquid รับภาระไปมากกว่า 630 ล้าน USD ตัวเลขนี้ต่ำกว่า Bybit เล็กน้อย แต่กลับสูงกว่า Binance การล้างสถานะบนกระดานเทรด ที่มา: Coinglass นักวิเคราะห์ อธิบายว่าการล้างสถานะในปริมาณมากมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนราคาของ HYPE เนื่องจากกลไกการซื้อคืนที่อิงรายได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งเมื่อปริมาณการล้างสถานะสูงก็ย่อมหมายถึงยอดเทรดที่มากขึ้น และส่งผลให้รายได้จากค่าธรรมเนียมสูงขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่าเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ Hyperliquid สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม 7.49 ล้าน USD และมีรายได้สุทธิอยู่ที่ 6.84 ล้าน USD ซึ่งถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่เกิดตลาดปรับฐานเมื่อ 10 ตุลาคมปีที่แล้ว ค่าธรรมเนียมและรายได้ของ Hyperliquid. ที่มา: DefiLlama สำหรับโครงการส่วนใหญ่ เวลาตลาดร่วงรายได้ก็มักจะลดลง แต่ Hyperliquid ในฐานะแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน กลับได้ประโยชน์จากกิจกรรม liquidate แทน ซึ่งกลไกนี้ส่งผลโดยตรงกับราคาของ HYPE ข้อมูลจาก Hyperscreener เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ มีการซื้อคืนเหรียญ HYPE มากกว่า 160,000 เหรียญ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่การเทขายของตลาดเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ปริมาณซื้อคืน HYPE รายวัน. ที่มา: Hyperscreener กลไกเช่นนี้ช่วยให้ HYPE มีกลไกเฉพาะในการต้านแรงกดดันเชิงลบจากตลาดได้แตกต่างจาก coin อื่น ๆ กระแสที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากการ liquidate จำนวนมาก ซึ่งมักสร้างค่าธรรมเนียมและรายได้ได้อย่างมีนัยสำคัญ— นักวิเคราะห์ Thor กล่าวไว้ ที่นี่ แต่ในขณะเดียวกัน หากโฟกัสแต่จุดเด่นมากเกินไป นักลงทุนอาจมองข้ามความเสี่ยงได้ โดยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ HYPE จะมีการปลดล็อกเหรียญ 9.92 ล้านเหรียญ อีกทั้งความรู้สึกเชิงลบของตลาดก็ยังอาจดำเนินต่อไปและกลบแรงบวกของ HYPE ได้ การวิเคราะห์ล่าสุดจาก BeInCrypto เน้นถึงความสำคัญของระดับราคา 30 USD เพราะการเคลื่อนไหวของราคาที่สูงหรือต่ำกว่าจุดนี้จะเป็นพื้นฐานที่ใช้คาดการณ์ทิศทางถัดไปของ HYPE ในเดือนนี้

อะไรทำให้ Hyperliquid (HYPE) ยังแข็งแกร่ง ท่ามกลางความกลัวตลาดขั้นสุดในไทย

Hyperliquid (HYPE) เคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดคริปโตโดยรวมตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากปัจจัยภายในและแรงขับเคลื่อนเฉพาะตัวหลายประการ นักวิเคราะห์พบว่า การขาดทุนจากการลิควิดช่วยผลักดันราคาของ HYPE ให้สูงขึ้น

HYPE จะสามารถทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดไปได้นานแค่ไหน? ข้อมูลบนเครือข่ายและตลาดหลายประเด็นให้ภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้ตลาด Hyperliquid มีผลประกอบการเหนือกว่า

ในขณะที่เงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดคริปโตโดยรวม Hyperliquid (HYPE) กลับได้รับเงินทุนไหลเข้า ข้อมูลจาก TradingView แสดงว่าตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว มูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมดลดลงจาก 3.2 ล้านล้าน USD เหลือ 2.2 ล้านล้าน USD แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน HYPE เพิ่มขึ้น 60% จาก 20.6 USD เป็น 33.6 USD

ราคา HYPE และมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด แหล่งที่มา: TradingView

ความแตกต่างอย่างชัดเจนนี้บ่งชี้ว่าปัจจัยภายในของ HYPE มีอิทธิพลมากกว่าความกดดันด้านการขายอย่างหนักของตลาด

รายงานล่าสุดจาก BeInCrypto ระบุว่าการเติบโตส่วนหนึ่งนี้เกิดจากปริมาณการซื้อขายสัญญา HIP-3 ฟิวเจอร์สบน Hyperliquid ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Grayscale Research ยังเน้นย้ำถึงการเติบโตของการซื้อขายฟิวเจอร์สแบบ Perpetual สำหรับสินทรัพย์ที่ไม่ใช่คริปโตบน Hyperliquid ในช่วงต้นปีนี้ โดยแพลตฟอร์มบันทึกปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อสัปดาห์เกิน 900 ล้าน USD

ปริมาณสัญญา HIP-3 ฟิวเจอร์สบน Hyperliquid แหล่งที่มา: Grayscale

นอกจากนี้ Ripple Prime ได้เปิดให้สถาบันใช้งานเครื่องมืออนุพันธ์บนเชนของ Hyperliquid ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่หนุน HYPE ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ตลาดมีความรู้สึกกลัวมากที่สุดในรอบปี Coinbase ได้เปิดให้ซื้อขาย HYPE อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เหรียญยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากการขายในตลาดโดยรวมมากนัก

การได้รับการลิสต์บนกระดานเทรดหลักอย่าง Coinbase ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความต้องการซื้อ โดยดึงดูดทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยเข้ามา ส่งผลให้ HYPE สามารถรองรับแรงขายได้แม้ในขณะที่ตลาดกำลังปรับตัวลดลง อีกทั้งยังขยายกำไรได้ต่อเนื่องอีกด้วย

Coinbase ลิสต์ HYPE แล้ว! สำหรับการลิสต์ครั้งนี้มีข้อสังเกต 2 ประการคือ

นี่อาจเป็นสัญญาณล่วงหน้าที่บ่งชี้ว่า ETF ของ HYPE แบบสปอตจะเริ่มต้นซื้อขายในอนาคต เนื่องจาก Coinbase เป็นผู้ดูแลทรัพย์สิน

นักลงทุนในสหรัฐอเมริกายังคงเข้าถึง HYPE ได้ลำบาก การลิสต์บน Coinbase จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ — Steven.hl, Yunt Capital, กล่าว

นักวิเคราะห์บางส่วนเสริมว่า การที่ HYPE ยังไม่ได้ลิสต์บน Binance อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยให้เหรียญนี้รอดพ้นจากการเทขายครั้งใหญ่ MartyParty นักลงทุน ระบุว่า HYPE เป็นสินทรัพย์ Layer-1 เพียงตัวเดียวที่ยังไม่ได้ขึ้นกระดาน Binance ส่งผลให้เหรียญนี้ไม่ถูกลากเข้าไปในกระแส “ล่ากินสภาพคล่อง” ดั่งที่เกิดกับสินทรัพย์อื่นๆ

ทำไมการลิควิดขนาดใหญ่จึงดันราคา HYPE ขึ้นสูง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กลุ่มอื่นมองว่า เรื่องราวราคาของ HYPE มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก Coinglass ชี้ว่าจากมูลค่าการล้างสถานะสินทรัพย์ดิจิทัลสูงกว่า 2.6 พันล้าน USD ภายใน 24 ชั่วโมง Hyperliquid รับภาระไปมากกว่า 630 ล้าน USD ตัวเลขนี้ต่ำกว่า Bybit เล็กน้อย แต่กลับสูงกว่า Binance

การล้างสถานะบนกระดานเทรด ที่มา: Coinglass

นักวิเคราะห์ อธิบายว่าการล้างสถานะในปริมาณมากมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนราคาของ HYPE เนื่องจากกลไกการซื้อคืนที่อิงรายได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งเมื่อปริมาณการล้างสถานะสูงก็ย่อมหมายถึงยอดเทรดที่มากขึ้น และส่งผลให้รายได้จากค่าธรรมเนียมสูงขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่าเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ Hyperliquid สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม 7.49 ล้าน USD และมีรายได้สุทธิอยู่ที่ 6.84 ล้าน USD ซึ่งถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่เกิดตลาดปรับฐานเมื่อ 10 ตุลาคมปีที่แล้ว

ค่าธรรมเนียมและรายได้ของ Hyperliquid. ที่มา: DefiLlama

สำหรับโครงการส่วนใหญ่ เวลาตลาดร่วงรายได้ก็มักจะลดลง แต่ Hyperliquid ในฐานะแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน กลับได้ประโยชน์จากกิจกรรม liquidate แทน ซึ่งกลไกนี้ส่งผลโดยตรงกับราคาของ HYPE

ข้อมูลจาก Hyperscreener เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ มีการซื้อคืนเหรียญ HYPE มากกว่า 160,000 เหรียญ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่การเทขายของตลาดเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา

ปริมาณซื้อคืน HYPE รายวัน. ที่มา: Hyperscreener

กลไกเช่นนี้ช่วยให้ HYPE มีกลไกเฉพาะในการต้านแรงกดดันเชิงลบจากตลาดได้แตกต่างจาก coin อื่น ๆ

กระแสที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากการ liquidate จำนวนมาก ซึ่งมักสร้างค่าธรรมเนียมและรายได้ได้อย่างมีนัยสำคัญ— นักวิเคราะห์ Thor กล่าวไว้ ที่นี่

แต่ในขณะเดียวกัน หากโฟกัสแต่จุดเด่นมากเกินไป นักลงทุนอาจมองข้ามความเสี่ยงได้ โดยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ HYPE จะมีการปลดล็อกเหรียญ 9.92 ล้านเหรียญ อีกทั้งความรู้สึกเชิงลบของตลาดก็ยังอาจดำเนินต่อไปและกลบแรงบวกของ HYPE ได้

การวิเคราะห์ล่าสุดจาก BeInCrypto เน้นถึงความสำคัญของระดับราคา 30 USD เพราะการเคลื่อนไหวของราคาที่สูงหรือต่ำกว่าจุดนี้จะเป็นพื้นฐานที่ใช้คาดการณ์ทิศทางถัดไปของ HYPE ในเดือนนี้
Bitwise ยื่นขอ Spot Uniswap ETF ขณะที่การเผา UNI รายวันทำสถิติสูงสุด แต่ราคา UNI ร่วง 15%Bitwise Investments ได้ก้าวสำคัญในการนำ Uniswap (UNI) เข้าสู่ตลาดการเงินในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการยื่นจดทะเบียน S-1 ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐอเมริกา (Securities and Exchange Commission) สำหรับ ETF Uniswap แบบ spot การประกาศดังกล่าวอาจเป็นหลักไมล์สำคัญต่อการนำ UNI สู่การยอมรับในพอร์ตการลงทุนของสถาบัน อย่างไรก็ตาม ราคาของ token นี้ยังคงเผชิญความท้าทาย Bitwise ยื่นขอ Spot Uniswap ETF ขณะที่ยอดเผา UNI รายวันแตะระดับสูงสุดใหม่ เมื่อไม่นานมานี้ Bitwise ได้จดทะเบียนนิติบุคคล “Bitwise Uniswap ETF” ในรัฐเดลาแวร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายเดียวกับการยื่นขอ ETF แบบ spot ในอดีตที่ผ่านมา ด้วยกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นและ Bitwise เป็นผู้นำ USDUNI กำลังจะกลายเป็นสินทรัพย์หลักในพอร์ตของสถาบันทุกแห่ง Whale Factor กล่าวไว้ กองทุนที่เสนอหากได้รับอนุมัติ จะติดตามราคาตลาดของ UNI โดยหักค่าใช้จ่าย โดยมี Coinbase Custody ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ ในช่วงเริ่มต้น ETF จะยังไม่มีฟีเจอร์ staking โดยสัญญาณนี้แสดงถึงลักษณะการลงทุนที่ตรงไปตรงมาสำหรับนักลงทุน การยื่นจดทะเบียนนี้ตรงกับการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองบนเครือข่าย โดยจากข้อมูลของ Dune Analytics การเผาไหม้ UNI เพิ่มสูงขึ้นมากในเดือนกุมภาพันธ์พร้อมค่าธรรมเนียมการเทรดบน Uniswap ที่สูงขึ้น ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีการเผา token UNI ไปแล้วกว่า 100 ล้านเหรียญ มูลค่าประมาณ USD597 ล้าน โดยอัตราการเผารายปีเกิน USD36 ล้าน การเผาไหม้ UNI รายวัน ที่มา: Dune Analytics ข้อมูลบนกราฟรายวันแสดงว่าอัตราการเผา UNI กำลังเร่งตัวขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมการเทรดที่แข็งแกร่งและผลกระทบของ Fee Switch ซึ่งเปลี่ยนส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมการเทรดเป็นการเผา UNI ค่าธรรมเนียม Uniswap รายวัน ที่มา: Dune Analytics แม้ว่าจะมีปัจจัยเหล่านี้ แต่ราคาของ UNI ยังคงซบเซา โดยปรับตัวลดลงเกือบ 15% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ โทเคน UNI มีการซื้อขายที่ 3.20 USD ลดลง 13.73% ท่ามกลางภาวะตลาดหมีที่ครอบคลุมในวงกว้าง ประสิทธิภาพราคาของ Uniswap (UNI) ที่มา: BeInCrypto วาฬสะสม UNI ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องสวิตช์ค่าธรรมเนียมและกระแสเงินไหลเข้าตลาดแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ถึงอย่างนั้น ข้อมูลออนเชนชี้ให้เห็นว่านักลงทุนรายใหญ่กำลังสะสมโทเคนอย่างมีแผน Lookonchain รายงานว่า whale address 0x9671 ได้ขาย XAUT 242 เหรียญ (1.19 ล้าน USD) และ ETH จำนวน 461 เหรียญ (985,000 USD) เพื่อซื้อ UNI จำนวน 682,087 เหรียญ มูลค่า 2.58 ล้าน USD สิ่งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อโอกาสขาขึ้นระยะกลางของ UNI อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันว่าผลลัพธ์ระยะแรกของ Fee Switch นั้นเพียงพอสำหรับการมองโลกในแง่ดีหรือไม่ BeInCrypto รายงานในเดือนธันวาคมว่ารายได้เริ่มต้นจาก Fee Switch ไม่เป็นไปตามที่ผู้มีส่วนในการกำกับดูแลคาดหวัง โดยนักวิเคราะห์บางคนก็สงสัยว่าข้อมูลเบื้องต้นนี้สะท้อนสมมติฐานที่ผิด หรือเป็นเพียงผลกระทบจากการเริ่มต้นใช้งานที่ยังไม่สมบูรณ์ Hayden Adams ผู้ก่อตั้ง Uniswap ได้เตือนว่าข้อสรุปเหล่านั้นยังเร็วเกินไปและตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ทำให้เข้าใจผิด โดยแนะว่าแนวโน้มรายได้ระยะยาวของโปรโตคอลอาจยังไม่เปิดเผยออกมาเต็มที่ ขณะเดียวกัน ปริมาณ UNI ที่ไหลเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันจากการขายที่อาจเกิดขึ้น ข้อมูลจาก CryptoQuant แสดงให้เห็นว่า Uniswap ยังคงมีปริมาณสำรองบนตลาดแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าระดับราคาสนับสนุนอาจถูกทดสอบหากมีการขายที่มากขึ้น ปริมาณสำรอง Uniswap บนตลาดแลกเปลี่ยน ที่มา: CryptoQuant แนวโน้มในอดีตได้แสดงให้เห็นว่า การไหลเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นมักเกิดขึ้นก่อนความผันผวนในระยะสั้น แม้ว่าพื้นฐานของโปรโตคอลจะยังแข็งแกร่งอยู่ก็ตาม โดยรวมแล้ว การยื่นไฟลิ่ง ETF Uniswap แบบ spot ของ Bitwise รวมถึงการเร่งเผาเหรียญ UNI สะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากสถาบันและกิจกรรมภายในโปรโตคอล ถึงแม้ว่าข้อมูลบนบล็อกเชนบ่งชี้ว่ามีการมีส่วนร่วมอย่างแข็งแกร่งและมีการสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง แต่แรงกดดันทางตลาด เช่น การไหลเข้าเหรียญ UNI ไปยังตลาดแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นและราคาที่อ่อนตัวลงยังส่งสัญญาณว่าความผันผวนอาจยังคงสูงในระยะใกล้ ขณะที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ กำลังพิจารณาคำขอ ETF นักลงทุนต่างก็จับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์นี้จะเปิดประตูสู่การยอมรับ UNI ในวงกว้างหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นสะพานเชื่อมสภาพคล่องของ DeFi กับตลาดทุนแบบดั้งเดิม

Bitwise ยื่นขอ Spot Uniswap ETF ขณะที่การเผา UNI รายวันทำสถิติสูงสุด แต่ราคา UNI ร่วง 15%

Bitwise Investments ได้ก้าวสำคัญในการนำ Uniswap (UNI) เข้าสู่ตลาดการเงินในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการยื่นจดทะเบียน S-1 ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐอเมริกา (Securities and Exchange Commission) สำหรับ ETF Uniswap แบบ spot

การประกาศดังกล่าวอาจเป็นหลักไมล์สำคัญต่อการนำ UNI สู่การยอมรับในพอร์ตการลงทุนของสถาบัน อย่างไรก็ตาม ราคาของ token นี้ยังคงเผชิญความท้าทาย

Bitwise ยื่นขอ Spot Uniswap ETF ขณะที่ยอดเผา UNI รายวันแตะระดับสูงสุดใหม่

เมื่อไม่นานมานี้ Bitwise ได้จดทะเบียนนิติบุคคล “Bitwise Uniswap ETF” ในรัฐเดลาแวร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายเดียวกับการยื่นขอ ETF แบบ spot ในอดีตที่ผ่านมา

ด้วยกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นและ Bitwise เป็นผู้นำ USDUNI กำลังจะกลายเป็นสินทรัพย์หลักในพอร์ตของสถาบันทุกแห่ง Whale Factor กล่าวไว้

กองทุนที่เสนอหากได้รับอนุมัติ จะติดตามราคาตลาดของ UNI โดยหักค่าใช้จ่าย โดยมี Coinbase Custody ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์

ในช่วงเริ่มต้น ETF จะยังไม่มีฟีเจอร์ staking โดยสัญญาณนี้แสดงถึงลักษณะการลงทุนที่ตรงไปตรงมาสำหรับนักลงทุน

การยื่นจดทะเบียนนี้ตรงกับการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองบนเครือข่าย โดยจากข้อมูลของ Dune Analytics การเผาไหม้ UNI เพิ่มสูงขึ้นมากในเดือนกุมภาพันธ์พร้อมค่าธรรมเนียมการเทรดบน Uniswap ที่สูงขึ้น

ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีการเผา token UNI ไปแล้วกว่า 100 ล้านเหรียญ มูลค่าประมาณ USD597 ล้าน โดยอัตราการเผารายปีเกิน USD36 ล้าน

การเผาไหม้ UNI รายวัน ที่มา: Dune Analytics

ข้อมูลบนกราฟรายวันแสดงว่าอัตราการเผา UNI กำลังเร่งตัวขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมการเทรดที่แข็งแกร่งและผลกระทบของ Fee Switch ซึ่งเปลี่ยนส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมการเทรดเป็นการเผา UNI

ค่าธรรมเนียม Uniswap รายวัน ที่มา: Dune Analytics

แม้ว่าจะมีปัจจัยเหล่านี้ แต่ราคาของ UNI ยังคงซบเซา โดยปรับตัวลดลงเกือบ 15% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ โทเคน UNI มีการซื้อขายที่ 3.20 USD ลดลง 13.73% ท่ามกลางภาวะตลาดหมีที่ครอบคลุมในวงกว้าง

ประสิทธิภาพราคาของ Uniswap (UNI) ที่มา: BeInCrypto วาฬสะสม UNI ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องสวิตช์ค่าธรรมเนียมและกระแสเงินไหลเข้าตลาดแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น

ถึงอย่างนั้น ข้อมูลออนเชนชี้ให้เห็นว่านักลงทุนรายใหญ่กำลังสะสมโทเคนอย่างมีแผน Lookonchain รายงานว่า whale address 0x9671 ได้ขาย XAUT 242 เหรียญ (1.19 ล้าน USD) และ ETH จำนวน 461 เหรียญ (985,000 USD) เพื่อซื้อ UNI จำนวน 682,087 เหรียญ มูลค่า 2.58 ล้าน USD

สิ่งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อโอกาสขาขึ้นระยะกลางของ UNI อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันว่าผลลัพธ์ระยะแรกของ Fee Switch นั้นเพียงพอสำหรับการมองโลกในแง่ดีหรือไม่

BeInCrypto รายงานในเดือนธันวาคมว่ารายได้เริ่มต้นจาก Fee Switch ไม่เป็นไปตามที่ผู้มีส่วนในการกำกับดูแลคาดหวัง โดยนักวิเคราะห์บางคนก็สงสัยว่าข้อมูลเบื้องต้นนี้สะท้อนสมมติฐานที่ผิด หรือเป็นเพียงผลกระทบจากการเริ่มต้นใช้งานที่ยังไม่สมบูรณ์

Hayden Adams ผู้ก่อตั้ง Uniswap ได้เตือนว่าข้อสรุปเหล่านั้นยังเร็วเกินไปและตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ทำให้เข้าใจผิด โดยแนะว่าแนวโน้มรายได้ระยะยาวของโปรโตคอลอาจยังไม่เปิดเผยออกมาเต็มที่

ขณะเดียวกัน ปริมาณ UNI ที่ไหลเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันจากการขายที่อาจเกิดขึ้น

ข้อมูลจาก CryptoQuant แสดงให้เห็นว่า Uniswap ยังคงมีปริมาณสำรองบนตลาดแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าระดับราคาสนับสนุนอาจถูกทดสอบหากมีการขายที่มากขึ้น

ปริมาณสำรอง Uniswap บนตลาดแลกเปลี่ยน ที่มา: CryptoQuant

แนวโน้มในอดีตได้แสดงให้เห็นว่า การไหลเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นมักเกิดขึ้นก่อนความผันผวนในระยะสั้น แม้ว่าพื้นฐานของโปรโตคอลจะยังแข็งแกร่งอยู่ก็ตาม

โดยรวมแล้ว การยื่นไฟลิ่ง ETF Uniswap แบบ spot ของ Bitwise รวมถึงการเร่งเผาเหรียญ UNI สะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากสถาบันและกิจกรรมภายในโปรโตคอล

ถึงแม้ว่าข้อมูลบนบล็อกเชนบ่งชี้ว่ามีการมีส่วนร่วมอย่างแข็งแกร่งและมีการสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง แต่แรงกดดันทางตลาด เช่น การไหลเข้าเหรียญ UNI ไปยังตลาดแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นและราคาที่อ่อนตัวลงยังส่งสัญญาณว่าความผันผวนอาจยังคงสูงในระยะใกล้

ขณะที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ กำลังพิจารณาคำขอ ETF นักลงทุนต่างก็จับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์นี้จะเปิดประตูสู่การยอมรับ UNI ในวงกว้างหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นสะพานเชื่อมสภาพคล่องของ DeFi กับตลาดทุนแบบดั้งเดิม
MicroStrategy ชี้แจงจุดเปลี่ยนที่แท้จริง เกิดอะไรขึ้นก่อนเมื่อบิตคอยน์ร่วงMicroStrategy (Strategy) ได้เปิดเผยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 พร้อมทั้งเปิดเผยกรณีความเสี่ยงรุนแรงสุดขีดซึ่งจะเริ่มสร้างแรงกดดันต่อโมเดลคลัง Bitcoin ของบริษัท ถ้อยแถลงของ CEO ให้ข้อมูลสำคัญที่พบได้ยากเกี่ยวกับระดับที่ตลาดจะร่วงลงไปก่อนที่โครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะเริ่มถูกกดดันอย่างรุนแรง MicroStrategy เผยจุดเปลี่ยนสำคัญหากราคา Bitcoin ร่วง ในการประชุมแถลงผลประกอบการล่าสุด Phong Le CEO ของ MicroStrategy กล่าวว่าหากราคา Bitcoin ร่วงลง 90% เหลือประมาณ 8,000 USD จะเป็นจุดที่เงินสำรอง Bitcoin ของบริษัทมีมูลค่าประมาณเท่ากับหนี้สุทธิ ประสิทธิภาพราคาของ Bitcoin ที่มา: TradingView ในระดับดังกล่าว บริษัทอาจไม่สามารถชำระหนี้แปลงสภาพโดยใช้เพียง BTC ที่ถืออยู่ ดังนั้น ในที่สุดอาจต้องพิจารณาปรับโครงสร้าง ออกหุ้นใหม่ หรือกู้ยืมเงินเพิ่มในอนาคต ฝ่ายบริหารได้เน้นย้ำว่าสถานการณ์เช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากและจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลาหลายปี ซึ่งจะทำให้บริษัทมีเวลาตอบสนองหากตลาดย่ำแย่อย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีสุดขีด หากราคาของ Bitcoin ลดลง 90% เหลือ 8,000 USD ซึ่งค่อนข้างยากที่จะจินตนาการ นั่นคือจุดที่เงินสำรอง BTC ของเราจะเท่ากับหนี้สุทธิของเรา แล้วเราจะไม่สามารถนำเงินสำรอง Bitcoin ไปชำระหนี้แปลงสภาพได้ และเราจะต้องพิจารณาปรับโครงสร้าง ออกหุ้นเพิ่ม หรือกู้ยืมเพิ่ม ขอเน้นย้ำว่าสิ่งนี้คือช่วงเวลาต่อไปอีกห้าปี ขณะนี้ดิฉันยังไม่กังวลแม้ราคา Bitcoin จะลดลงก็ตาม Le กล่าว ขณะเดียวกัน ควรสังเกตว่าถ้อยแถลงของ Le ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากผู้บริหาร Strategy เคยยอมรับสถานการณ์ที่อาจทำให้บริษัทต้องขาย Bitcoin ดังที่ BeInCrypto รายงานไว้ว่า Phong Le เคยระบุเงื่อนไขการขาย Bitcoin อ้างอิง mNAV และแรงกดดันด้านสภาพคล่องไว้แล้ว ในการพูดคุยผ่าน What Bitcoin Did CEO Phong Le ได้อธิบาย ตัวกระตุ้นสำคัญที่อาจทำให้ต้องขาย Bitcoin ไว้ดังนี้ ประการแรก หุ้นของบริษัทต้องซื้อขายต่ำกว่า 1x mNAV หมายความว่ามูลค่าตลาดลดลงต่ำกว่ามูลค่า Bitcoin ที่ถืออยู่ ประการที่สอง MicroStrategy ต้องไม่สามารถระดมทุนใหม่ได้ทั้งจากหุ้นหรือการออกหนี้ เท่ากับว่าตลาดทุนปิดหรือต้นทุนสูงเกินไป ดังนั้น ถ้อยแถลงล่าสุดนี้จึงไม่ได้ขัดแย้งกับจุดยืนก่อนหน้าของ Phong Le แต่อย่างใด ทว่ากลับเพิ่มมิติความเสี่ยงอีกระดับหนึ่งเข้ามา ก่อนหน้านี้ การขาย Bitcoin จะขึ้นอยู่กับการที่หุ้นซื้อขายต่ำกว่าราคา mNAV และการปิดตลาดทุน อย่างไรก็ตาม เขาได้ชี้แจงว่า หากเกิดเหตุรุนแรง เช่น ราคาตกลง 90% ประเด็นเร่งด่วนคือการชำระหนี้ ซึ่งมักจะหาทางแก้ไขโดยการปรับโครงสร้างหนี้หรือขอเงินทุนใหม่เป็นอันดับแรก ไม่จำเป็นต้องขาย Bitcoin เสมอไป การถือ Bitcoin จำนวนมากเสี่ยงขาดทุนหนัก Strategy ยังคงเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก โดยรายงานว่า ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัทถือครอง 713,502 BTC ทั้งนี้บริษัทได้ซื้อสะสมไว้ด้วยต้นทุนรวมประมาณ 54.26 พันล้าน USD ตามที่ระบุไว้ใน ผลประกอบการไตรมาสสี่ อย่างไรก็ดี ราคาของ Bitcoin ที่ปรับตัวลดลงช่วงปลายปี 2025 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินของบริษัท ในไตรมาสดังกล่าว บริษัทรายงานผลขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยังไม่รับรู้ 17.4 พันล้าน USD และผลขาดทุนสุทธิ 12.4 พันล้าน USD ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความอ่อนไหวของผลประกอบการทางการเงินต่อความผันผวนของตลาด ในขณะเดียวกัน Strategy ก็ยังสามารถระดมทุนเป็นจำนวนมาก โดยบริษัทเปิดเผยว่าได้ระดมทุน 25.3 พันล้าน USD ในปี 2025 ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในผู้ออกหุ้นรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน พวกเขายังได้สร้างเงินสำรองไว้ราว 2.25 พันล้าน USD เพื่อรองรับภาระจ่ายปันผลและดอกเบี้ยประมาณสองปีครึ่ง ทีมผู้บริหารแสดงความเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มความยืดหยุ่น แม้กระทั่ง ยามที่ตลาดเผชิญแรงกดดัน ความผันผวนของ Bitcoin เน้นย้ำความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูลนี้เกิดขึ้น ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรงขึ้นในตลาดคริปโต โดย Bitcoin ซื้อขายใกล้ระดับ 70,000 USD ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนถึงจุดต่ำสุดระหว่างวัน 60,000 USD เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าราคาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสามารถเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์คลังที่ใช้เลเวอเรจสูงได้อย่างไร โครงสร้างเงินทุนของ Strategy พึ่งพาหนี้ หุ้นบุริมสิทธิ และเครื่องมือแปลงสภาพเป็นหลัก สำหรับใช้สะสม Bitcoin เป็นเวลาหลายปีต่อเนื่อง แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะขยายผลตอบแทนในช่วงตลาดกระทิง แต่ก็ ขยายผลขาดทุนช่วงตลาดซบเซาด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์จับตามองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี ผู้บริหารของบริษัทมองว่าความเป็นหนี้ระยะยาวของบริษัท ช่วยให้มีเวลาในการบริหารจัดการผ่านแต่ละวัฏจักร และช่วยลดโอกาสที่จะต้องถูกบังคับขายทรัพย์สินในระยะสั้นด้วย Saylor ย้ำมุมมองระยะยาว ขณะเดียวกัน Michael Saylor ประธานบริหารยังยืนยันความเชื่อมั่นใน Bitcoin แม้จะเกิดผลขาดทุนเมื่อเร็วๆ นี้ โดยกล่าวว่า Bitcoin คือต้นแบบการเปลี่ยนแปลงเงินทุนสู่ดิจิทัล พร้อมทั้งแนะนำให้นักลงทุน HODL ต่อไป Saylor และผู้บริหารคนอื่นๆ ให้เหตุผลว่า Bitcoin ยังคงเป็นรูปแบบของเงินที่แข็งแกร่งที่สุด และกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทสร้างขึ้นโดยอิงกับการถือครองสินทรัพย์นี้แบบไม่มีกำหนด แทนที่จะพยายามจับจังหวะรอบของตลาด บริษัทยังได้ขยายความพยายามในด้านวิศวกรรมการเงิน รวมถึงการขยายเครื่องมือ Digital Credit และการเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิ์ โดยผู้บริหารชี้ว่า สิ่งเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อลดความผันผวนและกระจายแหล่งเงินทุน ในขณะที่ยังคงสะสม Bitcoin ต่อไป นักลงทุนแบ่งเป็นสองฝ่ายเกี่ยวกับความเสี่ยงข้างหน้า ปฏิกิริยาของตลาดต่อการเปิดเผยรายได้และสถานการณ์ขาลงนั้นมีหลากหลาย ผู้สนับสนุนเห็นว่า การมีทุนสำรอง Bitcoin จำนวนมหาศาลของ Strategy ความสามารถในการออกหุ้น และหนี้ที่มีอายุหลายปี ช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นเพียงพอในการรับมือแม้แต่กับวิกฤตขาลงอย่างรุนแรง แต่ในทางตรงกันข้าม นักวิจารณ์เตือนว่าหากเกิดตลาดหมีที่ยืดเยื้อ อาจทำให้ต้องตัดสินใจในทางที่ยากขึ้น โดยความเสี่ยงที่นักลงทุนกล่าวถึงนั้น เช่น การลดสัดส่วนหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม ความกดดันต่อโครงสร้างเงินทุน หรือความเป็นไปได้ที่อาจต้องขาย Bitcoin หากเงื่อนไขการระดมทุนตึงตัวมากขึ้น ตอนนี้บริษัทกำลังเผชิญกับการขาดทุนถึง -7.3 พันล้าน USD จากการลงทุนใน Bitcoin Jacob King กล่าว ณ ตอนนี้ Strategy ดูเหมือนจะยึดมั่นกับแนวทางที่มีความเชื่อมั่นสูงของตนเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทระบุว่าทุนสำรอง Bitcoin จะเท่ากับหนี้สินของบริษัท ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้แต่กลยุทธ์ Bitcoin ในระดับองค์กรที่กล้าได้กล้าเสียที่สุด ยังมีจุดแตกหักทางทฤษฎีอยู่ โดยจุดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับราคาตลาดเท่านั้น แต่ยังกำหนดด้วยข้อจำกัดของเลเวอเรจเองด้วย

MicroStrategy ชี้แจงจุดเปลี่ยนที่แท้จริง เกิดอะไรขึ้นก่อนเมื่อบิตคอยน์ร่วง

MicroStrategy (Strategy) ได้เปิดเผยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 พร้อมทั้งเปิดเผยกรณีความเสี่ยงรุนแรงสุดขีดซึ่งจะเริ่มสร้างแรงกดดันต่อโมเดลคลัง Bitcoin ของบริษัท

ถ้อยแถลงของ CEO ให้ข้อมูลสำคัญที่พบได้ยากเกี่ยวกับระดับที่ตลาดจะร่วงลงไปก่อนที่โครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะเริ่มถูกกดดันอย่างรุนแรง

MicroStrategy เผยจุดเปลี่ยนสำคัญหากราคา Bitcoin ร่วง

ในการประชุมแถลงผลประกอบการล่าสุด Phong Le CEO ของ MicroStrategy กล่าวว่าหากราคา Bitcoin ร่วงลง 90% เหลือประมาณ 8,000 USD จะเป็นจุดที่เงินสำรอง Bitcoin ของบริษัทมีมูลค่าประมาณเท่ากับหนี้สุทธิ

ประสิทธิภาพราคาของ Bitcoin ที่มา: TradingView

ในระดับดังกล่าว บริษัทอาจไม่สามารถชำระหนี้แปลงสภาพโดยใช้เพียง BTC ที่ถืออยู่ ดังนั้น ในที่สุดอาจต้องพิจารณาปรับโครงสร้าง ออกหุ้นใหม่ หรือกู้ยืมเงินเพิ่มในอนาคต

ฝ่ายบริหารได้เน้นย้ำว่าสถานการณ์เช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากและจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลาหลายปี ซึ่งจะทำให้บริษัทมีเวลาตอบสนองหากตลาดย่ำแย่อย่างมีนัยสำคัญ

ในกรณีสุดขีด หากราคาของ Bitcoin ลดลง 90% เหลือ 8,000 USD ซึ่งค่อนข้างยากที่จะจินตนาการ นั่นคือจุดที่เงินสำรอง BTC ของเราจะเท่ากับหนี้สุทธิของเรา แล้วเราจะไม่สามารถนำเงินสำรอง Bitcoin ไปชำระหนี้แปลงสภาพได้ และเราจะต้องพิจารณาปรับโครงสร้าง ออกหุ้นเพิ่ม หรือกู้ยืมเพิ่ม ขอเน้นย้ำว่าสิ่งนี้คือช่วงเวลาต่อไปอีกห้าปี ขณะนี้ดิฉันยังไม่กังวลแม้ราคา Bitcoin จะลดลงก็ตาม Le กล่าว

ขณะเดียวกัน ควรสังเกตว่าถ้อยแถลงของ Le ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากผู้บริหาร Strategy เคยยอมรับสถานการณ์ที่อาจทำให้บริษัทต้องขาย Bitcoin ดังที่ BeInCrypto รายงานไว้ว่า Phong Le เคยระบุเงื่อนไขการขาย Bitcoin อ้างอิง mNAV และแรงกดดันด้านสภาพคล่องไว้แล้ว

ในการพูดคุยผ่าน What Bitcoin Did CEO Phong Le ได้อธิบาย ตัวกระตุ้นสำคัญที่อาจทำให้ต้องขาย Bitcoin ไว้ดังนี้

ประการแรก หุ้นของบริษัทต้องซื้อขายต่ำกว่า 1x mNAV หมายความว่ามูลค่าตลาดลดลงต่ำกว่ามูลค่า Bitcoin ที่ถืออยู่

ประการที่สอง MicroStrategy ต้องไม่สามารถระดมทุนใหม่ได้ทั้งจากหุ้นหรือการออกหนี้ เท่ากับว่าตลาดทุนปิดหรือต้นทุนสูงเกินไป

ดังนั้น ถ้อยแถลงล่าสุดนี้จึงไม่ได้ขัดแย้งกับจุดยืนก่อนหน้าของ Phong Le แต่อย่างใด ทว่ากลับเพิ่มมิติความเสี่ยงอีกระดับหนึ่งเข้ามา

ก่อนหน้านี้ การขาย Bitcoin จะขึ้นอยู่กับการที่หุ้นซื้อขายต่ำกว่าราคา mNAV และการปิดตลาดทุน อย่างไรก็ตาม เขาได้ชี้แจงว่า หากเกิดเหตุรุนแรง เช่น ราคาตกลง 90% ประเด็นเร่งด่วนคือการชำระหนี้ ซึ่งมักจะหาทางแก้ไขโดยการปรับโครงสร้างหนี้หรือขอเงินทุนใหม่เป็นอันดับแรก ไม่จำเป็นต้องขาย Bitcoin เสมอไป

การถือ Bitcoin จำนวนมากเสี่ยงขาดทุนหนัก

Strategy ยังคงเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก โดยรายงานว่า ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัทถือครอง 713,502 BTC ทั้งนี้บริษัทได้ซื้อสะสมไว้ด้วยต้นทุนรวมประมาณ 54.26 พันล้าน USD ตามที่ระบุไว้ใน ผลประกอบการไตรมาสสี่

อย่างไรก็ดี ราคาของ Bitcoin ที่ปรับตัวลดลงช่วงปลายปี 2025 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินของบริษัท ในไตรมาสดังกล่าว บริษัทรายงานผลขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยังไม่รับรู้ 17.4 พันล้าน USD และผลขาดทุนสุทธิ 12.4 พันล้าน USD ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความอ่อนไหวของผลประกอบการทางการเงินต่อความผันผวนของตลาด

ในขณะเดียวกัน Strategy ก็ยังสามารถระดมทุนเป็นจำนวนมาก โดยบริษัทเปิดเผยว่าได้ระดมทุน 25.3 พันล้าน USD ในปี 2025 ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในผู้ออกหุ้นรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน พวกเขายังได้สร้างเงินสำรองไว้ราว 2.25 พันล้าน USD เพื่อรองรับภาระจ่ายปันผลและดอกเบี้ยประมาณสองปีครึ่ง

ทีมผู้บริหารแสดงความเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มความยืดหยุ่น แม้กระทั่ง ยามที่ตลาดเผชิญแรงกดดัน

ความผันผวนของ Bitcoin เน้นย้ำความเสี่ยง

การเปิดเผยข้อมูลนี้เกิดขึ้น ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรงขึ้นในตลาดคริปโต โดย Bitcoin ซื้อขายใกล้ระดับ 70,000 USD ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนถึงจุดต่ำสุดระหว่างวัน 60,000 USD เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าราคาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสามารถเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์คลังที่ใช้เลเวอเรจสูงได้อย่างไร

โครงสร้างเงินทุนของ Strategy พึ่งพาหนี้ หุ้นบุริมสิทธิ และเครื่องมือแปลงสภาพเป็นหลัก สำหรับใช้สะสม Bitcoin เป็นเวลาหลายปีต่อเนื่อง

แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะขยายผลตอบแทนในช่วงตลาดกระทิง แต่ก็ ขยายผลขาดทุนช่วงตลาดซบเซาด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์จับตามองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารของบริษัทมองว่าความเป็นหนี้ระยะยาวของบริษัท ช่วยให้มีเวลาในการบริหารจัดการผ่านแต่ละวัฏจักร และช่วยลดโอกาสที่จะต้องถูกบังคับขายทรัพย์สินในระยะสั้นด้วย

Saylor ย้ำมุมมองระยะยาว

ขณะเดียวกัน Michael Saylor ประธานบริหารยังยืนยันความเชื่อมั่นใน Bitcoin แม้จะเกิดผลขาดทุนเมื่อเร็วๆ นี้ โดยกล่าวว่า Bitcoin คือต้นแบบการเปลี่ยนแปลงเงินทุนสู่ดิจิทัล พร้อมทั้งแนะนำให้นักลงทุน HODL ต่อไป

Saylor และผู้บริหารคนอื่นๆ ให้เหตุผลว่า Bitcoin ยังคงเป็นรูปแบบของเงินที่แข็งแกร่งที่สุด และกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทสร้างขึ้นโดยอิงกับการถือครองสินทรัพย์นี้แบบไม่มีกำหนด แทนที่จะพยายามจับจังหวะรอบของตลาด

บริษัทยังได้ขยายความพยายามในด้านวิศวกรรมการเงิน รวมถึงการขยายเครื่องมือ Digital Credit และการเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิ์ โดยผู้บริหารชี้ว่า สิ่งเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อลดความผันผวนและกระจายแหล่งเงินทุน ในขณะที่ยังคงสะสม Bitcoin ต่อไป

นักลงทุนแบ่งเป็นสองฝ่ายเกี่ยวกับความเสี่ยงข้างหน้า

ปฏิกิริยาของตลาดต่อการเปิดเผยรายได้และสถานการณ์ขาลงนั้นมีหลากหลาย ผู้สนับสนุนเห็นว่า การมีทุนสำรอง Bitcoin จำนวนมหาศาลของ Strategy ความสามารถในการออกหุ้น และหนี้ที่มีอายุหลายปี ช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นเพียงพอในการรับมือแม้แต่กับวิกฤตขาลงอย่างรุนแรง

แต่ในทางตรงกันข้าม นักวิจารณ์เตือนว่าหากเกิดตลาดหมีที่ยืดเยื้อ อาจทำให้ต้องตัดสินใจในทางที่ยากขึ้น โดยความเสี่ยงที่นักลงทุนกล่าวถึงนั้น เช่น การลดสัดส่วนหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม ความกดดันต่อโครงสร้างเงินทุน หรือความเป็นไปได้ที่อาจต้องขาย Bitcoin หากเงื่อนไขการระดมทุนตึงตัวมากขึ้น

ตอนนี้บริษัทกำลังเผชิญกับการขาดทุนถึง -7.3 พันล้าน USD จากการลงทุนใน Bitcoin Jacob King กล่าว

ณ ตอนนี้ Strategy ดูเหมือนจะยึดมั่นกับแนวทางที่มีความเชื่อมั่นสูงของตนเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทระบุว่าทุนสำรอง Bitcoin จะเท่ากับหนี้สินของบริษัท ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้แต่กลยุทธ์ Bitcoin ในระดับองค์กรที่กล้าได้กล้าเสียที่สุด ยังมีจุดแตกหักทางทฤษฎีอยู่ โดยจุดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับราคาตลาดเท่านั้น แต่ยังกำหนดด้วยข้อจำกัดของเลเวอเรจเองด้วย
ราคา XRP ส่งสัญญาณจุดต่ำสุดหรือไม่ ประวัติศาสตร์เตือนอย่ารีบมองโลกในแง่ดีราคาของ XRP เริ่มมีสัญญาณการทรงตัวในระยะต้นหลังเกิดแรงเทขายอย่างรุนแรงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยโทเคนนี้เพิ่งทะลุกรอบขาลงระยะยาว และหลุดต่ำกว่าระดับราคาตามต้นทุนเฉลี่ยของ coin ทั้งระบบเป็นเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนต้นทุนเฉลี่ยของ coin ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ หลังจากราคาดิ่งลงสู่ราว USD 1.11 XRP ก็สามารถดีดตัวกลับขึ้นมาบริเวณ USD 1.30 ได้อีกครั้ง ในเบื้องต้น การฟื้นตัวนี้ดูเหมือนจะเป็นแรงดีดตัวที่แข็งแกร่ง โดยในรอบวัฏจักรก่อนๆ สถานการณ์ลักษณะนี้มักปรากฏใกล้กับจุดเปลี่ยนสำคัญ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่า XRP มักใช้เวลานานเพื่อสะสมตัวและทรงตัวบริเวณระดับนี้ก่อนที่จะเกิดการฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สัญญาณทั้งในเชิงเทคนิคและข้อมูลออนเชนล่าสุดยังบ่งชี้ว่าแม้แรงขายจะเพิ่มขึ้นแต่ตลาดอาจยังปรับฐานไม่สมบูรณ์ดี การหลุดจากกรอบขาลงผลักดัน XRP เข้าสู่โซนความเสี่ยงสูง แรงเทขายของ XRP ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 กุมภาพันธ์ เมื่อราคาได้หลุดกรอบขาลงที่ชัดเจน กรอบนี้ได้พาราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2025 ซึ่งก่อให้เกิดรูปแบบของยอดสูงและจุดต่ำที่ลดลงชัดเจน หลังจากเสียแนวรับของเส้นเทรนด์ไลน์ล่าง XRP ร่วงต่อเข้าสู่โซนเป้าหมายขาลงใกล้ USD 0.93 และแตะ USD 1.11 ชั่วครู่ แม้ว่าในภายหลังราคาจะดีดตัวขึ้นมาได้ แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงอ่อนแออยู่ ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ token เพิ่มเติมใช่ไหม? สมัครรับจดหมายข่าว Daily Crypto ของ Editor Harsh Notariya ได้ที่ที่นี่ โครงสร้างราคา XRP: TradingView การหลุดกรอบในลักษณะเดียวกันจากวัฏจักรก่อนๆ มักไม่ใช่สัญญาณของจุดต่ำสุดหรือแรงฟื้นตัวทันที ประวัติราคา Realized ชี้ให้เห็นว่าช่วง Bottom Zone นี้อาจยาวนานหลายปี ในช่วงกลางปี 2022 XRP ได้สูญเสียแนวรับสำคัญบริเวณเส้นราคาตามต้นทุนเฉลี่ย และเข้าสู่เฟสขาลงลากยาว หลังจากการหลุดแนวรับนั้น ราคายังคงไหลลงและแกว่งตัวออกข้างยาวนานกว่าสองปีก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในปลายปี 2024 รูปแบบนี้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ๆ มักนำไปสู่ช่วงเวลาทรงตัวที่ยาวนาน มิใช่การพลิกกลับทันที โดยการดีดตัวขึ้นมายังระดับ USD 1.30 ในขณะนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงภาพดังกล่าว ระหว่างแรงเทขายล่าสุด XRP ได้ร่วงลงต่ำกว่าราคาตามต้นทุนเฉลี่ยชั่วขณะ ซึ่งขณะนี้อยู่บริเวณ USD 1.47 โดยราคาตามต้นทุนเฉลี่ยหมายถึงราคาซื้อเฉลี่ยของ token ที่หมุนเวียนอยู่ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อราคาตลาดต่ำกว่าระดับนี้ ผู้ถือส่วนใหญ่ต่างขาดทุนอยู่ สถานการณ์นี้มักบ่งบอกถึงช่วงเวลาที่เกิดความเครียดทางการเงิน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดต่ำสุดเสมอไป เส้นราคา Realized ถูกเจาะทะลุ: Glassnode ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในปี 2022 ในเดือนมิถุนายน 2022 XRP ซื้อขายใกล้ 0.31 USD ขณะที่ราคา realized อยู่ใกล้ 0.56 USD ซึ่งเป็นการลดลงประมาณ 46% ต่ำกว่าราคา realized แม้จะมีส่วนลดอย่างมากขนาดนี้ XRP ก็ยังไม่ได้เริ่มเข้าสู่ตลาดขาขึ้น ตรงกันข้าม มันกลับเข้าสู่ช่วงขาลงต่อเนื่อง ตั้งแต่กลางปี 2022 ถึงพฤศจิกายน 2024 XRP มีการซื้อขายใกล้ราคา realized หลายครั้ง โดยมักปิดที่สูงหรือต่ำกว่าราคาดังกล่าวเล็กน้อย ช่วงเวลาที่ XRP เกาะอยู่ใกล้เส้นนี้กินเวลานานกว่าสองปี หลังจากปรับฐานยาวนานเช่นนี้ การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงสู่ 3.54 USD จึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับรอบก่อนหน้านี้ สถานการณ์ปัจจุบันดูเบาบางลง ประวัติการณ์ราคา Realized ถูกเจาะทะลุ: Glassnode ราคาปัจจุบันใกล้ 1.21–1.30 USD ต่ำกว่าราคา realized ที่ 1.47 USD ประมาณ 18% ถึง 25% ซึ่งในปี 2022 ส่วนลดเกือบสองเท่าของปัจจุบัน ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าความเครียดกำลังก่อตัวขึ้น แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เกิดการ capitulation ระยะยาวอย่างเต็มที่ พฤติกรรมผู้ถือระยะยาวสนับสนุนมุมมองราคา Realized Long-Term Holder Net Unrealized Profit/Loss หรือ NUPL ขณะนี้อยู่ใกล้ -0.19 แสดงว่าผู้ถือ XRP ระยะยาวจำนวนมากกำลังขาดทุน อย่างไรก็ตาม ในช่วงก้นรอบตลาดครั้งใหญ่ ตัวชี้วัดนี้เคยลดต่ำลงถึงราว -0.31 (เมื่อต้นปี 2023) ก่อนที่จะมีเสถียรภาพอีกครั้ง NUPL ของผู้ถือระยะยาว: Glassnode ดังนั้น แม้ผู้ถือจะเผชิญความกดดัน แต่ในอดีตรอบตลาดก็บ่งชี้ว่าเฟสนี้อาจยังมีโอกาสพัฒนาได้ต่อ ในขณะเดียวกัน กิจกรรม coin ที่ถูกใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ตัวชี้วัด spent coins age band ซึ่งแสดงถึงกิจกรรม coin ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายได้ขยับจากประมาณ 79 ล้านไปแตะมากกว่า 198 ล้าน หรือเพิ่มขึ้น 150% สะท้อนว่า coin ที่ก่อนหน้านี้ไม่ถูกเคลื่อนไหวกำลังเริ่มถูกเคลื่อนย้าย ซึ่งมักย้ายไปยังแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ราคาเริ่มสร้างฐาน ตัวชี้วัดนี้มักจะลดลงเมื่อแรงขายแห้งเหือด แต่การปรับตัวเพิ่มขึ้นรอบปัจจุบันที่ยังเห็นได้ชัดแม้ราคาจะร่วงลงบ่งบอกว่าการกระจาย coin ยังดำเนินต่อไป กิจกรรม Coin พุ่งขึ้นอีกครั้ง: Santiment เมื่อช่วงต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวลักษณะเดียวกัน ก่อนที่ราคาจะร่วงลงอีกครั้ง ซึ่งยืนยันว่าการปรับตำแหน่งยังไม่สิ้นสุด ถ้าพิจารณาร่วมกับประวัติ realized price, NUPL และการเคลื่อนไหวของ coin ที่เพิ่มขึ้น จะเห็นว่า XRP ยังอยู่ในเขตความกดดัน ยังไม่เข้าสู่เฟสการสะสมที่ยืนยันชัดเจน โครงสร้างราคา XRP ชี้ให้เห็นว่า USD0.93 ยังเป็นจุดทดสอบสำคัญ สัญญาณ on-chain เหล่านี้ ล้วนสะท้อนกลับสู่โครงสร้างราคาด้วย XRP ยังคงอยู่ต่ำกว่าแนว channel ที่แตกออกไปแล้ว และยังต่ำกว่า realized price ดังนั้นความเสี่ยงขาลงจึงยังสูงอยู่ แนวรับหลักถัดไปอยู่แถว ๆ 0.93 USD โดยระดับนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ channel และโซน Fibonacci retracement ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ผู้ซื้ออาจพยายามปกป้องราคาไว้ หาก 0.93 USD รับไม่อยู่ แนวรับสำคัญถัดไปจะอยู่ใกล้ 0.52 USD ซึ่งเคยเป็นฐานราคาหลักในช่วงตลาดขาลงปี 2022-2023 วิเคราะห์ราคาของ XRP: TradingView ในทางกลับกัน ราคาของ XRP ต้องยืนเหนือ 1.47 USD ให้ได้ก่อน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้ถือ และหากทะลุ 1.69 USD และ 1.97 USD ไปได้ จะช่วยปรับโครงสร้างระยะกลางให้ดีขึ้น จนกว่าจะยืนเหนือ realized price ได้ ทั้งที่ NUPL ทรงตัวและกิจกรรม spent-coin ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง การดีดตัวของราคาทุกครั้งมีแนวโน้มจะเจอแรงขายกลับมาอีก

ราคา XRP ส่งสัญญาณจุดต่ำสุดหรือไม่ ประวัติศาสตร์เตือนอย่ารีบมองโลกในแง่ดี

ราคาของ XRP เริ่มมีสัญญาณการทรงตัวในระยะต้นหลังเกิดแรงเทขายอย่างรุนแรงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยโทเคนนี้เพิ่งทะลุกรอบขาลงระยะยาว และหลุดต่ำกว่าระดับราคาตามต้นทุนเฉลี่ยของ coin ทั้งระบบเป็นเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนต้นทุนเฉลี่ยของ coin ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ หลังจากราคาดิ่งลงสู่ราว USD 1.11 XRP ก็สามารถดีดตัวกลับขึ้นมาบริเวณ USD 1.30 ได้อีกครั้ง

ในเบื้องต้น การฟื้นตัวนี้ดูเหมือนจะเป็นแรงดีดตัวที่แข็งแกร่ง โดยในรอบวัฏจักรก่อนๆ สถานการณ์ลักษณะนี้มักปรากฏใกล้กับจุดเปลี่ยนสำคัญ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่า XRP มักใช้เวลานานเพื่อสะสมตัวและทรงตัวบริเวณระดับนี้ก่อนที่จะเกิดการฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สัญญาณทั้งในเชิงเทคนิคและข้อมูลออนเชนล่าสุดยังบ่งชี้ว่าแม้แรงขายจะเพิ่มขึ้นแต่ตลาดอาจยังปรับฐานไม่สมบูรณ์ดี

การหลุดจากกรอบขาลงผลักดัน XRP เข้าสู่โซนความเสี่ยงสูง

แรงเทขายของ XRP ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 กุมภาพันธ์ เมื่อราคาได้หลุดกรอบขาลงที่ชัดเจน กรอบนี้ได้พาราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2025 ซึ่งก่อให้เกิดรูปแบบของยอดสูงและจุดต่ำที่ลดลงชัดเจน

หลังจากเสียแนวรับของเส้นเทรนด์ไลน์ล่าง XRP ร่วงต่อเข้าสู่โซนเป้าหมายขาลงใกล้ USD 0.93 และแตะ USD 1.11 ชั่วครู่ แม้ว่าในภายหลังราคาจะดีดตัวขึ้นมาได้ แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงอ่อนแออยู่

ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ token เพิ่มเติมใช่ไหม? สมัครรับจดหมายข่าว Daily Crypto ของ Editor Harsh Notariya ได้ที่ที่นี่

โครงสร้างราคา XRP: TradingView

การหลุดกรอบในลักษณะเดียวกันจากวัฏจักรก่อนๆ มักไม่ใช่สัญญาณของจุดต่ำสุดหรือแรงฟื้นตัวทันที

ประวัติราคา Realized ชี้ให้เห็นว่าช่วง Bottom Zone นี้อาจยาวนานหลายปี

ในช่วงกลางปี 2022 XRP ได้สูญเสียแนวรับสำคัญบริเวณเส้นราคาตามต้นทุนเฉลี่ย และเข้าสู่เฟสขาลงลากยาว หลังจากการหลุดแนวรับนั้น ราคายังคงไหลลงและแกว่งตัวออกข้างยาวนานกว่าสองปีก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในปลายปี 2024

รูปแบบนี้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ๆ มักนำไปสู่ช่วงเวลาทรงตัวที่ยาวนาน มิใช่การพลิกกลับทันที โดยการดีดตัวขึ้นมายังระดับ USD 1.30 ในขณะนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงภาพดังกล่าว

ระหว่างแรงเทขายล่าสุด XRP ได้ร่วงลงต่ำกว่าราคาตามต้นทุนเฉลี่ยชั่วขณะ ซึ่งขณะนี้อยู่บริเวณ USD 1.47 โดยราคาตามต้นทุนเฉลี่ยหมายถึงราคาซื้อเฉลี่ยของ token ที่หมุนเวียนอยู่ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อราคาตลาดต่ำกว่าระดับนี้ ผู้ถือส่วนใหญ่ต่างขาดทุนอยู่

สถานการณ์นี้มักบ่งบอกถึงช่วงเวลาที่เกิดความเครียดทางการเงิน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดต่ำสุดเสมอไป

เส้นราคา Realized ถูกเจาะทะลุ: Glassnode

ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในปี 2022

ในเดือนมิถุนายน 2022 XRP ซื้อขายใกล้ 0.31 USD ขณะที่ราคา realized อยู่ใกล้ 0.56 USD ซึ่งเป็นการลดลงประมาณ 46% ต่ำกว่าราคา realized แม้จะมีส่วนลดอย่างมากขนาดนี้ XRP ก็ยังไม่ได้เริ่มเข้าสู่ตลาดขาขึ้น ตรงกันข้าม มันกลับเข้าสู่ช่วงขาลงต่อเนื่อง

ตั้งแต่กลางปี 2022 ถึงพฤศจิกายน 2024 XRP มีการซื้อขายใกล้ราคา realized หลายครั้ง โดยมักปิดที่สูงหรือต่ำกว่าราคาดังกล่าวเล็กน้อย ช่วงเวลาที่ XRP เกาะอยู่ใกล้เส้นนี้กินเวลานานกว่าสองปี หลังจากปรับฐานยาวนานเช่นนี้ การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงสู่ 3.54 USD จึงได้เริ่มต้นขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกับรอบก่อนหน้านี้ สถานการณ์ปัจจุบันดูเบาบางลง

ประวัติการณ์ราคา Realized ถูกเจาะทะลุ: Glassnode

ราคาปัจจุบันใกล้ 1.21–1.30 USD ต่ำกว่าราคา realized ที่ 1.47 USD ประมาณ 18% ถึง 25% ซึ่งในปี 2022 ส่วนลดเกือบสองเท่าของปัจจุบัน ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าความเครียดกำลังก่อตัวขึ้น แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เกิดการ capitulation ระยะยาวอย่างเต็มที่

พฤติกรรมผู้ถือระยะยาวสนับสนุนมุมมองราคา Realized

Long-Term Holder Net Unrealized Profit/Loss หรือ NUPL ขณะนี้อยู่ใกล้ -0.19 แสดงว่าผู้ถือ XRP ระยะยาวจำนวนมากกำลังขาดทุน อย่างไรก็ตาม ในช่วงก้นรอบตลาดครั้งใหญ่ ตัวชี้วัดนี้เคยลดต่ำลงถึงราว -0.31 (เมื่อต้นปี 2023) ก่อนที่จะมีเสถียรภาพอีกครั้ง

NUPL ของผู้ถือระยะยาว: Glassnode

ดังนั้น แม้ผู้ถือจะเผชิญความกดดัน แต่ในอดีตรอบตลาดก็บ่งชี้ว่าเฟสนี้อาจยังมีโอกาสพัฒนาได้ต่อ

ในขณะเดียวกัน กิจกรรม coin ที่ถูกใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ตัวชี้วัด spent coins age band ซึ่งแสดงถึงกิจกรรม coin ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายได้ขยับจากประมาณ 79 ล้านไปแตะมากกว่า 198 ล้าน หรือเพิ่มขึ้น 150% สะท้อนว่า coin ที่ก่อนหน้านี้ไม่ถูกเคลื่อนไหวกำลังเริ่มถูกเคลื่อนย้าย ซึ่งมักย้ายไปยังแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ราคาเริ่มสร้างฐาน ตัวชี้วัดนี้มักจะลดลงเมื่อแรงขายแห้งเหือด แต่การปรับตัวเพิ่มขึ้นรอบปัจจุบันที่ยังเห็นได้ชัดแม้ราคาจะร่วงลงบ่งบอกว่าการกระจาย coin ยังดำเนินต่อไป

กิจกรรม Coin พุ่งขึ้นอีกครั้ง: Santiment

เมื่อช่วงต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวลักษณะเดียวกัน ก่อนที่ราคาจะร่วงลงอีกครั้ง ซึ่งยืนยันว่าการปรับตำแหน่งยังไม่สิ้นสุด

ถ้าพิจารณาร่วมกับประวัติ realized price, NUPL และการเคลื่อนไหวของ coin ที่เพิ่มขึ้น จะเห็นว่า XRP ยังอยู่ในเขตความกดดัน ยังไม่เข้าสู่เฟสการสะสมที่ยืนยันชัดเจน

โครงสร้างราคา XRP ชี้ให้เห็นว่า USD0.93 ยังเป็นจุดทดสอบสำคัญ

สัญญาณ on-chain เหล่านี้ ล้วนสะท้อนกลับสู่โครงสร้างราคาด้วย XRP ยังคงอยู่ต่ำกว่าแนว channel ที่แตกออกไปแล้ว และยังต่ำกว่า realized price ดังนั้นความเสี่ยงขาลงจึงยังสูงอยู่

แนวรับหลักถัดไปอยู่แถว ๆ 0.93 USD โดยระดับนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ channel และโซน Fibonacci retracement ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ผู้ซื้ออาจพยายามปกป้องราคาไว้

หาก 0.93 USD รับไม่อยู่ แนวรับสำคัญถัดไปจะอยู่ใกล้ 0.52 USD ซึ่งเคยเป็นฐานราคาหลักในช่วงตลาดขาลงปี 2022-2023

วิเคราะห์ราคาของ XRP: TradingView

ในทางกลับกัน ราคาของ XRP ต้องยืนเหนือ 1.47 USD ให้ได้ก่อน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้ถือ และหากทะลุ 1.69 USD และ 1.97 USD ไปได้ จะช่วยปรับโครงสร้างระยะกลางให้ดีขึ้น

จนกว่าจะยืนเหนือ realized price ได้ ทั้งที่ NUPL ทรงตัวและกิจกรรม spent-coin ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง การดีดตัวของราคาทุกครั้งมีแนวโน้มจะเจอแรงขายกลับมาอีก
ยอดชำระบัญชีคริปโตทะลุ 2.65 พันล้าน USD ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หมีกำลังใกล้ยอมแพ้ผลขาดทุนของนักเทรดทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณการลิควิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อราคาตลาดกดดันความคาดหวังการฟื้นตัวจากแท่งแดงติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์หลายแหล่งที่ชี้ว่ายังมีความหวังตอนปลายอุโมงค์ แม้ว่าการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วยังคงเป็นไปได้ยาก มูลค่า USD 2.6 พันล้านถูกชำระบัญชีใน 24 ชั่วโมง สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างตลาด CoinGlass รายงานว่าปริมาณการลิควิดในตลาดคริปโตทั้งหมดแตะระดับ 2.65 พันล้าน USD ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยตำแหน่ง Long มีสัดส่วนมากกว่า 2.2 พันล้าน USD จากทั้งหมด จากข้อมูลของ CoinGlass ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรด 586,053 บัญชีถูกลิควิด ยอดลิควิดทั้งหมดแตะ 2.65 พันล้าน USD CoinGlass รายงาน ยอดลิควิดทั้งหมดในตลาดคริปโต ที่มา: CoinGlass ข้อมูลจาก CoinGlass ยัง แสดงให้เห็น ว่าเหตุการณ์ลิควิดเล็กที่สุดใน 10 อันดับสูงสุดตลอดกาลของตลาดคริปโตเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือวันที่ 31 มกราคม ด้วยปริมาณลิควิด 2.56 พันล้าน USD นั่นหมายความว่าอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า บัญชีวิเคราะห์ตลาด The Kobeissi Letter อธิบายว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่แรงสะเทือนระยะสั้น แต่เป็นการปรับตัวลงเชิงโครงสร้างที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว สาเหตุหลัก ๆ มาจากสภาพคล่องที่อ่อนแอ ความเชื่อมั่นที่ติดลบ และ แรงกดดันการลิควิดแบบลูกโซ่ในตลาดต่าง ๆ โดยบัญชีนี้เน้นว่านี่คือวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เมื่อลิควิดทำร้ายความเชื่อมั่น แล้วความเชื่อมั่นยิ่งแย่กลับกระตุ้นลิควิดใหม่อีกครั้ง การแกว่งราคาของ Bitcoin ภายในวันสูงสุดถึง 10,000 USD มาจากระดับความลึกของตลาดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน Bitcoin มีความลึกของตลาดเพียง 30% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม สภาพนี้คล้ายกับช่วงหลังเหตุการณ์ FTX ล่มสลายในปี 2022 ความลึกของตลาด Bitcoin ที่มา: The Kobeissi Letter จากรายงานของ BeInCrypto ได้ระบุว่า การเทขายด้วยความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ผลักดัน คลังเงินทุนคริปโตจำนวนมากเข้าสู่ความเสี่ยงต่อการล้มละลายที่สูงขึ้น ราคาของ Bitcoin ที่ลดลงมาที่ 60,000 USD ส่งผลให้ การถือครองของ MicroStrategy ต่ำกว่าต้นทุน จึงเพิ่มแรงกดดันต่อบัญชีงบดุล. เมื่อพิจารณาฉากหลังนี้ นักวิเคราะห์เทคนิคมากประสบการณ์อย่าง Peter Brandt ได้เสนอการคาดการณ์โดยอิงกับโมเดล “Bitcoin Power Law” เขาเสนอว่า Bitcoin อาจเคลื่อนไหวในช่วง “banana peel” โดยมีแนวรับที่อาจอยู่ใกล้ 42,000 USD. Brandt อธิบายว่าหาก Bitcoin เข้าสู่ช่วงราคานี้ เหมือนกับรอบขาลงก่อนหน้า นักลงทุนขาขึ้นแต่ละคนก็ไม่น่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวเป็นเวลานาน. โอกาสใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ แม้จะมีแนวโน้มที่ดูหม่นหมอง แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ไม่ใช่ทุกคนจะมองในทางลบ. Glassnode รายงานว่าดัชนี capitulation ของ Bitcoin ได้ปรับขึ้นถึงจุดสูงสุดเป็นอันดับสองในรอบสองปีที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้การเทขายที่รุนแรง ดัชนีนี้ติดตามการถือครองในช่วงราคาต่างๆ และวัดระดับความตึงเครียดในตลาดเพื่อระบุจุดต่ำสุดในพื้นที่ใกล้เคียง. โดยเหตุการณ์ความตึงเครียดลักษณะนี้มักเกิดขึ้นพร้อมกับการลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็วและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนแต่ละคนทำการปรับสมดุลพอร์ตในช่วงเวลานี้. ดัชนี Capitulation ของ Bitcoin. แหล่งที่มา: Glassnode การล้างสถานะขนาดใหญ่ยังช่วยลดเลเวอเรจโดยรวมในตลาดอีกด้วย ขั้นตอนนี้ผลักดันให้ตลาดเคลื่อนย้ายจากการเก็งกำไรด้วยเลเวอเรจไปสู่การสะสมเหรียญในตลาด spot แต่ละรายที่ถือครองแบบ “weak hands” ก็ทยอยออก เปิดทางให้นักลงทุนที่มั่นใจสูงกว่า. “การลดเลเวอเรจของ Bitcoin อาจทำให้เกิดโอกาสที่แข็งแกร่งในเร็วๆ นี้” นักเศรษฐศาสตร์ Daniel Lacalle ระบุ. ข้อสังเกตเหล่านี้บ่งบอกว่าโอกาสซื้ออาจกำลังก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่สามารถกำหนดเวลาแน่ชัดว่าการฟื้นตัวจะเริ่มต้นเมื่อใด.

ยอดชำระบัญชีคริปโตทะลุ 2.65 พันล้าน USD ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หมีกำลังใกล้ยอมแพ้

ผลขาดทุนของนักเทรดทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณการลิควิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อราคาตลาดกดดันความคาดหวังการฟื้นตัวจากแท่งแดงติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์หลายแหล่งที่ชี้ว่ายังมีความหวังตอนปลายอุโมงค์ แม้ว่าการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วยังคงเป็นไปได้ยาก

มูลค่า USD 2.6 พันล้านถูกชำระบัญชีใน 24 ชั่วโมง สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างตลาด

CoinGlass รายงานว่าปริมาณการลิควิดในตลาดคริปโตทั้งหมดแตะระดับ 2.65 พันล้าน USD ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยตำแหน่ง Long มีสัดส่วนมากกว่า 2.2 พันล้าน USD จากทั้งหมด

จากข้อมูลของ CoinGlass ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรด 586,053 บัญชีถูกลิควิด ยอดลิควิดทั้งหมดแตะ 2.65 พันล้าน USD CoinGlass รายงาน

ยอดลิควิดทั้งหมดในตลาดคริปโต ที่มา: CoinGlass

ข้อมูลจาก CoinGlass ยัง แสดงให้เห็น ว่าเหตุการณ์ลิควิดเล็กที่สุดใน 10 อันดับสูงสุดตลอดกาลของตลาดคริปโตเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือวันที่ 31 มกราคม ด้วยปริมาณลิควิด 2.56 พันล้าน USD นั่นหมายความว่าอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า

บัญชีวิเคราะห์ตลาด The Kobeissi Letter อธิบายว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่แรงสะเทือนระยะสั้น แต่เป็นการปรับตัวลงเชิงโครงสร้างที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

สาเหตุหลัก ๆ มาจากสภาพคล่องที่อ่อนแอ ความเชื่อมั่นที่ติดลบ และ แรงกดดันการลิควิดแบบลูกโซ่ในตลาดต่าง ๆ โดยบัญชีนี้เน้นว่านี่คือวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เมื่อลิควิดทำร้ายความเชื่อมั่น แล้วความเชื่อมั่นยิ่งแย่กลับกระตุ้นลิควิดใหม่อีกครั้ง

การแกว่งราคาของ Bitcoin ภายในวันสูงสุดถึง 10,000 USD มาจากระดับความลึกของตลาดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน Bitcoin มีความลึกของตลาดเพียง 30% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม สภาพนี้คล้ายกับช่วงหลังเหตุการณ์ FTX ล่มสลายในปี 2022

ความลึกของตลาด Bitcoin ที่มา: The Kobeissi Letter

จากรายงานของ BeInCrypto ได้ระบุว่า การเทขายด้วยความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ผลักดัน คลังเงินทุนคริปโตจำนวนมากเข้าสู่ความเสี่ยงต่อการล้มละลายที่สูงขึ้น ราคาของ Bitcoin ที่ลดลงมาที่ 60,000 USD ส่งผลให้ การถือครองของ MicroStrategy ต่ำกว่าต้นทุน จึงเพิ่มแรงกดดันต่อบัญชีงบดุล.

เมื่อพิจารณาฉากหลังนี้ นักวิเคราะห์เทคนิคมากประสบการณ์อย่าง Peter Brandt ได้เสนอการคาดการณ์โดยอิงกับโมเดล “Bitcoin Power Law” เขาเสนอว่า Bitcoin อาจเคลื่อนไหวในช่วง “banana peel” โดยมีแนวรับที่อาจอยู่ใกล้ 42,000 USD.

Brandt อธิบายว่าหาก Bitcoin เข้าสู่ช่วงราคานี้ เหมือนกับรอบขาลงก่อนหน้า นักลงทุนขาขึ้นแต่ละคนก็ไม่น่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวเป็นเวลานาน.

โอกาสใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่

แม้จะมีแนวโน้มที่ดูหม่นหมอง แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ไม่ใช่ทุกคนจะมองในทางลบ.

Glassnode รายงานว่าดัชนี capitulation ของ Bitcoin ได้ปรับขึ้นถึงจุดสูงสุดเป็นอันดับสองในรอบสองปีที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้การเทขายที่รุนแรง ดัชนีนี้ติดตามการถือครองในช่วงราคาต่างๆ และวัดระดับความตึงเครียดในตลาดเพื่อระบุจุดต่ำสุดในพื้นที่ใกล้เคียง.

โดยเหตุการณ์ความตึงเครียดลักษณะนี้มักเกิดขึ้นพร้อมกับการลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็วและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนแต่ละคนทำการปรับสมดุลพอร์ตในช่วงเวลานี้.

ดัชนี Capitulation ของ Bitcoin. แหล่งที่มา: Glassnode

การล้างสถานะขนาดใหญ่ยังช่วยลดเลเวอเรจโดยรวมในตลาดอีกด้วย ขั้นตอนนี้ผลักดันให้ตลาดเคลื่อนย้ายจากการเก็งกำไรด้วยเลเวอเรจไปสู่การสะสมเหรียญในตลาด spot แต่ละรายที่ถือครองแบบ “weak hands” ก็ทยอยออก เปิดทางให้นักลงทุนที่มั่นใจสูงกว่า.

“การลดเลเวอเรจของ Bitcoin อาจทำให้เกิดโอกาสที่แข็งแกร่งในเร็วๆ นี้” นักเศรษฐศาสตร์ Daniel Lacalle ระบุ.

ข้อสังเกตเหล่านี้บ่งบอกว่าโอกาสซื้ออาจกำลังก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่สามารถกำหนดเวลาแน่ชัดว่าการฟื้นตัวจะเริ่มต้นเมื่อใด.
ตัวเลือก Bitcoin และ Ethereum มูลค่า USD2.6 พันล้านในสหรัฐฯ จะหมดอายุ ท่ามกลางความผันผวนพุ่งถึง 100%มี Bitcoin และ Ethereum ในมูลค่ารวมกว่า 2.6 พันล้าน USD ที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงทิศทางราคาระยะสั้นเมื่อเทรดเดอร์ทยอยปิดสถานะป้องกันความเสี่ยงและปรับพอร์ตใหม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้น ตำแหน่งป้องกันความเสี่ยงที่เข้มงวด และสัญญาณเพิ่มขึ้นที่แสดงว่าสถาบันต่างๆ กำลังป้องกันความเสี่ยงขาลงอย่างจริงจัง การหมดอายุออปชั่นของ Bitcoin และ Ethereum อาจกระตุ้นความผันผวนเมื่อสัญญามูลค่า USD 2.6 พันล้านถูกชำระ ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์แสดงว่า Bitcoin เป็นกลุ่มใหญ่สุดของสัญญาที่จะหมดอายุ โดยมีมูลค่าตามสัญญาราว 2.2 พันล้าน USD ขณะที่ Ethereum มีมูลค่าเพิ่มอีก 419 ล้าน USD ทำให้ยอดรวมเกิน 2.6 พันล้าน USD Bitcoin ขณะนี้ซื้อขายใกล้ระดับ 64,686 USD ซึ่งต่ำกว่าจุด max pain ที่ 80,000 USD อย่างมาก จุดที่สัญญาส่วนใหญ่จะหมดอายุโดยไร้ค่า ปริมาณสัญญาคงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 33,984 สัญญา แบ่งเป็น 21,396 call และ 12,588 put ทำให้อัตราส่วน put-to-call อยู่ที่ 0.59 ตัวเลือก Bitcoin ที่กำลังจะหมดอายุ ที่มา: Deribit ในขณะเดียวกัน Ethereum ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1,905 USD ซึ่งต่ำกว่าจุด max pain ที่ 2,400 USD เช่นกัน สัญญาคงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 219,034 สัญญา โดยมี call 113,427 และ put 105,607 อัตราส่วน put-to-call ที่ 0.93 บ่งชี้ถึงตำแหน่งที่มีความสมดุลมากกว่าแต่ยังคงระมัดระวัง เมื่อเปรียบเทียบกับ Bitcoin ตัวเลือก Ethereum ที่กำลังจะหมดอายุ ที่มา: Deribit ช่องว่างระหว่างราคาตลาดกับระดับ max pain แสดงให้เห็นว่าผู้ขายออปชั่นอาจได้ประโยชน์หากราคายังถูกกดต่ำจนอายุสัญญาหมด ขณะเดียวกันเทรดเดอร์ที่ถือสถานะแบบมีทิศทางอาจเผชิญกับการขาดทุนหากราคายังค้างอยู่ในกรอบ นอกจากนี้ สัญญาออปชั่นที่หมดอายุในวันนี้ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับ สัญญา 8.8 พันล้าน USD ที่หมดอายุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 30 มกราคมนั้นเป็นรอบสิ้นเดือน สถาบันป้องกันความเสี่ยงขณะความผันผวนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Greeks.live กล่าวว่า ตลาดอนุพันธกำลังแสดงสัญญาณความเครียดและการปรับตำแหน่งอย่างชัดเจน โดยความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและนักเทรดกำลังเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องพอร์ต ช่วงราคา 60,000 USD [สำหรับ Bitcoin] คือโซนสะสมตัวก่อนการปรับขึ้นในยุค Trump ซึ่งยังคงมีแนวรับค่อนข้างแข็งแกร่ง หากราคาเกิดร่วงลงอย่างรวดเร็วในระยะสั้น อาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อได้ พวกเขา เขียนไว้ จากข้อมูลของนักวิเคราะห์ ข้อมูลออปชันสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันและผู้เล่นรายใหญ่เร่งป้องกันความเสี่ยงและวางเดิมพันกันอย่างเร่งด่วน Implied Volatility (IV) ของ Bitcoin ในเดือนนี้ได้พุ่งแตะ 100% ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ต้นปี และ IV ของสัญญาหลักก็ทะลุ 50% แล้ว โดยเพิ่มขึ้น 15% ภายในสองสัปดาห์ เนื่องจาก skew อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบสองปี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโครงสร้างตลาดออปชันถูกครอบงำโดยความรู้สึกในเชิงลบอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีบางกลุ่มที่เข้าซื้อออปชันแบบ lottery ที่อยู่นอกเงินอย่างลึกหนาบาง ขณะนี้ตลาดเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ปัจจัยสำหรับการร่วงแรงของ BTC แบบต่อเนื่องยังไม่ครบถ้วน การเทขายเพื่อหนีความเสี่ยงอย่างรวดเร็วอาจช่วยดันตลาดให้ฟื้นตัวได้ นักวิเคราะห์จาก Greeks.live กล่าว แน่นอนว่าตลาดกำลังตื่นตระหนก และด้วยเหตุผลที่ดี เนื่องจาก ราคา Bitcoin ค่อยๆ ลดลงใกล้ระดับจิตวิทยา 60,000 USD การที่ implied volatility เพิ่มขึ้นเป็น 100% สะท้อนให้เห็นถึงระดับความไม่แน่นอนขนาดใหญ่ที่ถูกตีราคาเข้าสู่ตลาด Bitcoin ในขณะนี้ โดยสะท้อนความคาดหวังว่าจะมีการแกว่งตัวของราคาที่ใหญ่กว่าปกติ การหมดอายุอาจรีเซ็ตกระแสตลาด ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์จาก Deribit ชี้ให้เห็นว่าการวางตำแหน่งของออปชันมีการกระจุกตัวบริเวณระดับ strike สำคัญ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมราคาก่อนหมดอายุ เมื่อความต้องการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นและความผันผวนถูกตีราคาใหม่ การหมดอายุรอบนี้อาจกลายเป็นจุดรีเซ็ตในระยะสั้นของกระแส hedging ของดีลเลอร์ การหมดอายุอาจลบ ‘แรงโน้มถ่วง’ ที่เกี่ยวข้องกับการวางตำแหน่งรอบ strike ใหญ่ๆ ออกไป ส่งผลให้พฤติกรรมราคาหลัง 08:00 UTC แตกต่างจากช่วงก่อนหมดอายุได้ นักวิเคราะห์จาก Deribit กล่าวไว้ ออปชันจะหมดอายุเวลา 08:00 UTC บน Deribit หากรูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้น ตลาดอาจเห็นความผันผวนเพิ่มขึ้นทันทีหลังหมดอายุ เนื่องจากกระแสการ hedging ถูกคลายออกและสภาพคล่องเปลี่ยนแปลง แม้ขณะนี้ความรู้สึกในเชิงลบจะครองตลาดอนุพันธ์ แต่ตลาดที่ขับเคลื่อนโดยความตื่นตระหนกก็อาจสร้างการดีดตัวแรงได้ โดยเฉพาะหากเกิดการล้างโพซิชัน Leverage ที่เหลือเกิน

ตัวเลือก Bitcoin และ Ethereum มูลค่า USD2.6 พันล้านในสหรัฐฯ จะหมดอายุ ท่ามกลางความผันผวนพุ่งถึง 100%

มี Bitcoin และ Ethereum ในมูลค่ารวมกว่า 2.6 พันล้าน USD ที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงทิศทางราคาระยะสั้นเมื่อเทรดเดอร์ทยอยปิดสถานะป้องกันความเสี่ยงและปรับพอร์ตใหม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้น ตำแหน่งป้องกันความเสี่ยงที่เข้มงวด และสัญญาณเพิ่มขึ้นที่แสดงว่าสถาบันต่างๆ กำลังป้องกันความเสี่ยงขาลงอย่างจริงจัง

การหมดอายุออปชั่นของ Bitcoin และ Ethereum อาจกระตุ้นความผันผวนเมื่อสัญญามูลค่า USD 2.6 พันล้านถูกชำระ

ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์แสดงว่า Bitcoin เป็นกลุ่มใหญ่สุดของสัญญาที่จะหมดอายุ โดยมีมูลค่าตามสัญญาราว 2.2 พันล้าน USD ขณะที่ Ethereum มีมูลค่าเพิ่มอีก 419 ล้าน USD ทำให้ยอดรวมเกิน 2.6 พันล้าน USD

Bitcoin ขณะนี้ซื้อขายใกล้ระดับ 64,686 USD ซึ่งต่ำกว่าจุด max pain ที่ 80,000 USD อย่างมาก จุดที่สัญญาส่วนใหญ่จะหมดอายุโดยไร้ค่า

ปริมาณสัญญาคงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 33,984 สัญญา แบ่งเป็น 21,396 call และ 12,588 put ทำให้อัตราส่วน put-to-call อยู่ที่ 0.59

ตัวเลือก Bitcoin ที่กำลังจะหมดอายุ ที่มา: Deribit

ในขณะเดียวกัน Ethereum ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1,905 USD ซึ่งต่ำกว่าจุด max pain ที่ 2,400 USD เช่นกัน สัญญาคงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 219,034 สัญญา โดยมี call 113,427 และ put 105,607

อัตราส่วน put-to-call ที่ 0.93 บ่งชี้ถึงตำแหน่งที่มีความสมดุลมากกว่าแต่ยังคงระมัดระวัง เมื่อเปรียบเทียบกับ Bitcoin

ตัวเลือก Ethereum ที่กำลังจะหมดอายุ ที่มา: Deribit

ช่องว่างระหว่างราคาตลาดกับระดับ max pain แสดงให้เห็นว่าผู้ขายออปชั่นอาจได้ประโยชน์หากราคายังถูกกดต่ำจนอายุสัญญาหมด ขณะเดียวกันเทรดเดอร์ที่ถือสถานะแบบมีทิศทางอาจเผชิญกับการขาดทุนหากราคายังค้างอยู่ในกรอบ

นอกจากนี้ สัญญาออปชั่นที่หมดอายุในวันนี้ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับ สัญญา 8.8 พันล้าน USD ที่หมดอายุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 30 มกราคมนั้นเป็นรอบสิ้นเดือน

สถาบันป้องกันความเสี่ยงขณะความผันผวนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Greeks.live กล่าวว่า ตลาดอนุพันธกำลังแสดงสัญญาณความเครียดและการปรับตำแหน่งอย่างชัดเจน โดยความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและนักเทรดกำลังเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องพอร์ต

ช่วงราคา 60,000 USD [สำหรับ Bitcoin] คือโซนสะสมตัวก่อนการปรับขึ้นในยุค Trump ซึ่งยังคงมีแนวรับค่อนข้างแข็งแกร่ง หากราคาเกิดร่วงลงอย่างรวดเร็วในระยะสั้น อาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อได้ พวกเขา เขียนไว้

จากข้อมูลของนักวิเคราะห์ ข้อมูลออปชันสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันและผู้เล่นรายใหญ่เร่งป้องกันความเสี่ยงและวางเดิมพันกันอย่างเร่งด่วน

Implied Volatility (IV) ของ Bitcoin ในเดือนนี้ได้พุ่งแตะ 100% ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ต้นปี และ IV ของสัญญาหลักก็ทะลุ 50% แล้ว โดยเพิ่มขึ้น 15% ภายในสองสัปดาห์

เนื่องจาก skew อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบสองปี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโครงสร้างตลาดออปชันถูกครอบงำโดยความรู้สึกในเชิงลบอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีบางกลุ่มที่เข้าซื้อออปชันแบบ lottery ที่อยู่นอกเงินอย่างลึกหนาบาง

ขณะนี้ตลาดเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ปัจจัยสำหรับการร่วงแรงของ BTC แบบต่อเนื่องยังไม่ครบถ้วน การเทขายเพื่อหนีความเสี่ยงอย่างรวดเร็วอาจช่วยดันตลาดให้ฟื้นตัวได้ นักวิเคราะห์จาก Greeks.live กล่าว

แน่นอนว่าตลาดกำลังตื่นตระหนก และด้วยเหตุผลที่ดี เนื่องจาก ราคา Bitcoin ค่อยๆ ลดลงใกล้ระดับจิตวิทยา 60,000 USD

การที่ implied volatility เพิ่มขึ้นเป็น 100% สะท้อนให้เห็นถึงระดับความไม่แน่นอนขนาดใหญ่ที่ถูกตีราคาเข้าสู่ตลาด Bitcoin ในขณะนี้ โดยสะท้อนความคาดหวังว่าจะมีการแกว่งตัวของราคาที่ใหญ่กว่าปกติ

การหมดอายุอาจรีเซ็ตกระแสตลาด

ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์จาก Deribit ชี้ให้เห็นว่าการวางตำแหน่งของออปชันมีการกระจุกตัวบริเวณระดับ strike สำคัญ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมราคาก่อนหมดอายุ

เมื่อความต้องการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นและความผันผวนถูกตีราคาใหม่ การหมดอายุรอบนี้อาจกลายเป็นจุดรีเซ็ตในระยะสั้นของกระแส hedging ของดีลเลอร์ การหมดอายุอาจลบ ‘แรงโน้มถ่วง’ ที่เกี่ยวข้องกับการวางตำแหน่งรอบ strike ใหญ่ๆ ออกไป ส่งผลให้พฤติกรรมราคาหลัง 08:00 UTC แตกต่างจากช่วงก่อนหมดอายุได้ นักวิเคราะห์จาก Deribit กล่าวไว้

ออปชันจะหมดอายุเวลา 08:00 UTC บน Deribit หากรูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้น ตลาดอาจเห็นความผันผวนเพิ่มขึ้นทันทีหลังหมดอายุ เนื่องจากกระแสการ hedging ถูกคลายออกและสภาพคล่องเปลี่ยนแปลง

แม้ขณะนี้ความรู้สึกในเชิงลบจะครองตลาดอนุพันธ์ แต่ตลาดที่ขับเคลื่อนโดยความตื่นตระหนกก็อาจสร้างการดีดตัวแรงได้ โดยเฉพาะหากเกิดการล้างโพซิชัน Leverage ที่เหลือเกิน
S&P 500 ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ Bitcoin ร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวอีกครั้ง โดย S&P 500 ทะยานขึ้นสู่ 6,976 USD ก่อนจะมีการปรับฐาน ในช่วงก่อนหน้านี้ของสัปดาห์ ดัชนีชี้วัดหลักปิดตลาดใกล้เคียงระดับสูงสุดเก่าก่อนจะขยับสูงขึ้นชั่วคราวระหว่างการซื้อขายต่อมา ขณะที่ความต้องการรับความเสี่ยงในหุ้นต่างกันอย่างชัดเจนกับความอ่อนแอที่ยังดำเนินต่อไปในตลาดคริปโต ในขณะเดียวกัน Bitcoin ยังคงมีผลตอบแทนต่ำกว่า โดยแรงขายเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากกระแสเงินทุนวงกว้างยังคงเลือกสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิม ความแตกต่างดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และสะท้อนภาวะแยกขาดระหว่างความเชื่อมั่นในหุ้นกับคริปโตที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กราฟ S&P 500 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้น AI และหุ้นขนาดเล็กขับเคลื่อนหุ้นไทย แรงขาขึ้นรอบล่าสุดใน S&P 500 นำโดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อกลุ่มนักลงทุนเริ่มกลับมาหาหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI หลังจากหยุดพักชั่วคราวเนื่องจากความกังวลด้านมูลค่า ราคาหุ้น Alphabet ขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ Amazon แข็งแกร่งขึ้นก่อนประกาศผลประกอบการ และผู้ผลิตชิปทำกำไรในวงกว้างตามความต้องการที่เพิ่มความมั่นใจขึ้น ในขณะที่หากพิจารณาเชิงลึกมากขึ้น ความกว้างของตลาดก็ดีขึ้น หุ้นขนาดเล็กวิ่งแซงหุ้นขนาดใหญ่มาก โดย Russell 2000 ปรับตัวขึ้นราว 3% ตั้งแต่ต้นปี ความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบนี้มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณความเชื่อมั่นต่อการเติบโตในประเทศ และยังเป็นแรงส่งเสริมการคาดการณ์ ตลาดหุ้น ในวงกว้าง ที่ชี้ว่ายังมีโอกาสขาขึ้นอยู่ตราบใดที่โมเมนตัมของผลประกอบการยังคงแข็งแรง กำไรเป็นปัจจัยหลักของการปรับตัวขึ้น ไม่ใช่มูลค่า ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการปรับตัวขึ้นของตลาด นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นใกล้ 11% สำหรับไตรมาสเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับประมาณการเมื่อต้นเดือนมกราคม ข้อมูลจาก FactSet ที่ถูกอ้างถึงโดยกลยุทธ์ตลาด แสดงให้เห็นว่ามากกว่า 80% ของบริษัทที่รายงานผลประกอบการมีผลงานเกินความคาดหมายจนถึงตอนนี้ งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของผลประกอบการคิดเป็นราว 84% ของผลตอบแทนรวมของ S&P 500 ในรอบปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนจากการขยายค่า P/E ไปสู่กำไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องฟองสบู่ที่ขับเคลื่อนโดย AI เพราะกำไรและกระแสเงินสดมีความชอบธรรมยิ่งขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น ปัจจัยมหภาคยังคงหนุนความต้องการความเสี่ยง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้างได้สนับสนุนการรับความเสี่ยงในตลาดหุ้นจนถึงขณะนี้ การเติบโตของ GDP สหรัฐอเมริกา ยังคงอยู่ใกล้ 3.3% ทิศทางเงินเฟ้อค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์ควบคุม และตัวชี้วัดผลผลิตก็ปรับตัวดีขึ้น แม้เหตุการณ์ความปั่นป่วนทางการเมือง รวมถึงการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ทำให้การเปิดเผยข้อมูลสำคัญล่าช้า ก็ยังไม่สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีหลักในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งตาม S&P 500 โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% นับตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ดี Nasdaq Composite ลดลงประมาณ 2.6% กราฟ Dow Jones ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ในขณะนี้นักลงทุนต่างจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาในอนาคต และสัญญาณนโยบายการเงินรอบถัดไปของธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อจะยืนยันว่าบรรยากาศทางการเงินยังคงเกื้อหนุนต่อตลาด ความอ่อนแอของ Bitcoin สะท้อนความแตกต่างระหว่างตลาด แม้หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ตลาดคริปโตกลับเคลื่อนไหวสวนทาง ราคาบิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่า 65,000 USD ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณหนึ่งปี และต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่ส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างกว้างขวาง การปรับตัวลงนี้เกิดท่ามกลางแรงขับเคลื่อนที่อ่อนแรงลง ความต้องการเก็งกำไรที่ลดลง และมีการโยกย้ายเงินทุนไปสู่ตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตของผลประกอบการชัดเจนยิ่งขึ้น ความแตกต่างของผลตอบแทนนี้สะท้อนการแยกตัวที่เพิ่มขึ้นระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมกับคริปโต อย่างน้อยก็ในระยะสั้นนี้ แม้ว่าทั้งสองตลาดจะได้ประโยชน์จากภาวะการเงินผ่อนคลาย แต่เงื่อนไขในปัจจุบันเอื้อให้กับสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับกำไรของบริษัทโดยตรงมากกว่า กราฟราคาบิตคอยน์ 7 วัน ที่มา: Coincodex แนวโน้ม การที่ S&P 500 ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับขึ้นที่มีรากฐานชัดเจนจากการส่งมอบผลประกอบการ ไม่ใช่แค่การประเมินมูลค่าที่เพิ่มขึ้น การลงทุนด้าน AI ความแข็งแกร่งของหุ้นขนาดเล็ก และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่ยังต้านทานแรงกดดัน ล้วนหนุนแนวโน้มบวกแม้จะอยู่ในระดับสูงจนต้องคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวังมากขึ้น การที่บิตคอยน์ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีชี้ให้เห็นว่าความต้องการรับความเสี่ยงเริ่มหดตัวลง แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยังคงควบคุมภาพรวมของการรับความเสี่ยงในวงกว้างไว้อย่างมั่นคง

S&P 500 ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ Bitcoin ร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวอีกครั้ง โดย S&P 500 ทะยานขึ้นสู่ 6,976 USD ก่อนจะมีการปรับฐาน ในช่วงก่อนหน้านี้ของสัปดาห์ ดัชนีชี้วัดหลักปิดตลาดใกล้เคียงระดับสูงสุดเก่าก่อนจะขยับสูงขึ้นชั่วคราวระหว่างการซื้อขายต่อมา ขณะที่ความต้องการรับความเสี่ยงในหุ้นต่างกันอย่างชัดเจนกับความอ่อนแอที่ยังดำเนินต่อไปในตลาดคริปโต

ในขณะเดียวกัน Bitcoin ยังคงมีผลตอบแทนต่ำกว่า โดยแรงขายเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากกระแสเงินทุนวงกว้างยังคงเลือกสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิม ความแตกต่างดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และสะท้อนภาวะแยกขาดระหว่างความเชื่อมั่นในหุ้นกับคริปโตที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

กราฟ S&P 500 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้น AI และหุ้นขนาดเล็กขับเคลื่อนหุ้นไทย

แรงขาขึ้นรอบล่าสุดใน S&P 500 นำโดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อกลุ่มนักลงทุนเริ่มกลับมาหาหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI หลังจากหยุดพักชั่วคราวเนื่องจากความกังวลด้านมูลค่า

ราคาหุ้น Alphabet ขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ Amazon แข็งแกร่งขึ้นก่อนประกาศผลประกอบการ และผู้ผลิตชิปทำกำไรในวงกว้างตามความต้องการที่เพิ่มความมั่นใจขึ้น

ในขณะที่หากพิจารณาเชิงลึกมากขึ้น ความกว้างของตลาดก็ดีขึ้น หุ้นขนาดเล็กวิ่งแซงหุ้นขนาดใหญ่มาก โดย Russell 2000 ปรับตัวขึ้นราว 3% ตั้งแต่ต้นปี

ความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบนี้มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณความเชื่อมั่นต่อการเติบโตในประเทศ และยังเป็นแรงส่งเสริมการคาดการณ์ ตลาดหุ้น ในวงกว้าง ที่ชี้ว่ายังมีโอกาสขาขึ้นอยู่ตราบใดที่โมเมนตัมของผลประกอบการยังคงแข็งแรง

กำไรเป็นปัจจัยหลักของการปรับตัวขึ้น ไม่ใช่มูลค่า

ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการปรับตัวขึ้นของตลาด นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นใกล้ 11% สำหรับไตรมาสเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับประมาณการเมื่อต้นเดือนมกราคม

ข้อมูลจาก FactSet ที่ถูกอ้างถึงโดยกลยุทธ์ตลาด แสดงให้เห็นว่ามากกว่า 80% ของบริษัทที่รายงานผลประกอบการมีผลงานเกินความคาดหมายจนถึงตอนนี้

งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของผลประกอบการคิดเป็นราว 84% ของผลตอบแทนรวมของ S&P 500 ในรอบปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนจากการขยายค่า P/E ไปสู่กำไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องฟองสบู่ที่ขับเคลื่อนโดย AI เพราะกำไรและกระแสเงินสดมีความชอบธรรมยิ่งขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น

ปัจจัยมหภาคยังคงหนุนความต้องการความเสี่ยง

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้างได้สนับสนุนการรับความเสี่ยงในตลาดหุ้นจนถึงขณะนี้ การเติบโตของ GDP สหรัฐอเมริกา ยังคงอยู่ใกล้ 3.3% ทิศทางเงินเฟ้อค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์ควบคุม และตัวชี้วัดผลผลิตก็ปรับตัวดีขึ้น แม้เหตุการณ์ความปั่นป่วนทางการเมือง รวมถึงการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ทำให้การเปิดเผยข้อมูลสำคัญล่าช้า ก็ยังไม่สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดัชนีหลักในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งตาม S&P 500 โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% นับตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ดี Nasdaq Composite ลดลงประมาณ 2.6%

กราฟ Dow Jones ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน

ในขณะนี้นักลงทุนต่างจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาในอนาคต และสัญญาณนโยบายการเงินรอบถัดไปของธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อจะยืนยันว่าบรรยากาศทางการเงินยังคงเกื้อหนุนต่อตลาด

ความอ่อนแอของ Bitcoin สะท้อนความแตกต่างระหว่างตลาด

แม้หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ตลาดคริปโตกลับเคลื่อนไหวสวนทาง ราคาบิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่า 65,000 USD ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณหนึ่งปี และต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่ส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างกว้างขวาง

การปรับตัวลงนี้เกิดท่ามกลางแรงขับเคลื่อนที่อ่อนแรงลง ความต้องการเก็งกำไรที่ลดลง และมีการโยกย้ายเงินทุนไปสู่ตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตของผลประกอบการชัดเจนยิ่งขึ้น

ความแตกต่างของผลตอบแทนนี้สะท้อนการแยกตัวที่เพิ่มขึ้นระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมกับคริปโต อย่างน้อยก็ในระยะสั้นนี้

แม้ว่าทั้งสองตลาดจะได้ประโยชน์จากภาวะการเงินผ่อนคลาย แต่เงื่อนไขในปัจจุบันเอื้อให้กับสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับกำไรของบริษัทโดยตรงมากกว่า

กราฟราคาบิตคอยน์ 7 วัน ที่มา: Coincodex แนวโน้ม

การที่ S&P 500 ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับขึ้นที่มีรากฐานชัดเจนจากการส่งมอบผลประกอบการ ไม่ใช่แค่การประเมินมูลค่าที่เพิ่มขึ้น การลงทุนด้าน AI ความแข็งแกร่งของหุ้นขนาดเล็ก และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่ยังต้านทานแรงกดดัน ล้วนหนุนแนวโน้มบวกแม้จะอยู่ในระดับสูงจนต้องคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวังมากขึ้น

การที่บิตคอยน์ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีชี้ให้เห็นว่าความต้องการรับความเสี่ยงเริ่มหดตัวลง แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยังคงควบคุมภาพรวมของการรับความเสี่ยงในวงกว้างไว้อย่างมั่นคง
MicroStrategy เผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่หลังบิตคอยน์ร่วงเหลือ USD60,000MicroStrategy กำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดอีกครั้ง หลังจากที่บิตคอยน์ร่วงลงเหลือ 60,000 USD ซึ่งทำให้คลังคริปโตมหาศาลของบริษัทนี้อยู่ใต้ต้นทุนเฉลี่ยมากขึ้น และกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในงบดุลอีกครั้ง ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่บิตคอยน์ยังคงถูกขายออกต่อเนื่อง โดยสะท้อนบทบาทของ MicroStrategy ในฐานะตัวแทนเลเวอเรจสำหรับคริปโตดังกล่าว และการลดลงของราคาหุ้นในครั้งนี้ยังส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าบิตคอยน์ที่ถืออยู่ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณความตึงเครียดสำคัญต่อโมเดลคลังทรัพย์ของบริษัทนี้อีกด้วย กราฟราคาบิตคอยน์ ที่มา: CoinGecko ราคา Bitcoin ร่วงแตะจุดต่ำสุดรอบปีที่ 60,000 USD MicroStrategy ถือบิตคอยน์อยู่ประมาณ 713,500 coin ซึ่งซื้อมาด้วยต้นทุนเฉลี่ยราว 76,000 USD ต่อ coin เมื่อบิตคอยน์ซื้อขายใกล้ 60,000 USD ในขณะนี้ ส่งผลให้สินทรัพย์ของบริษัทต่ำกว่าต้นทุนประมาณ 21% ซึ่งแปลงเป็นการขาดทุนที่ยังไม่รับรู้เป็นมูลค่าหลายพันล้าน USD ถึงแม้การขาดทุนเหล่านี้จะยังไม่เป็นการขาดทุนจริง และไม่ได้บังคับให้บริษัทต้องขายสินทรัพย์ทันที แต่สถานการณ์นี้ก็ทำให้เรื่องทุนของ MicroStrategy ดูอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ การปรับฐานในครั้งนี้ยังทำให้นักลงทุน เปลี่ยนความสนใจจากการสะสมระยะยาว มาเน้นความยืดหยุ่นทางการเงินระยะสั้นมากขึ้นอีกด้วย ตอนนี้ราคาบิตคอยน์ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ MicroStrategy ถึง 16,000 USD ที่มา: Strategy ส่วนต่างราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ ประเด็นที่น่ากังวลในระยะสั้นสำหรับ MicroStrategy อยู่ที่ มูลค่าสุทธิตลาด (mNAV) ที่ร่วงลงมาเหลือประมาณ 0.87 เท่า นั่นหมายความว่าตอนนี้ราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าบิตคอยน์ที่อยู่ในงบดุลเรียบร้อยแล้ว ส่วนลดนั้นมีความสำคัญ เพราะกลยุทธ์ของ MicroStrategy ต้องพึ่งพาการออกหุ้นใหม่ที่ราคาเหนือมูลค่าเพื่อระดมทุนซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมเป็นหลัก เมื่อไม่มีราคาพิเศษอีกต่อไป การออกหุ้นใหม่จะทำให้เกิดภาวะเจือจางแทนที่จะเพิ่มมูลค่า ซึ่งส่งผลให้กลไกเติบโตหลักของบริษัทหยุดชะงักลง ค่า Premium ของ Bitcoin ตามกลยุทธ์ทรุดหนัก ที่มา: Saylor Tracker Strategy และ Michael Saylor ยังมีการปกป้องระยะสั้นอยู่ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะน่ากังวล แต่ขณะนี้ยังไม่ใช่วิกฤตด้านสภาพคล่อง เพราะ MicroStrategy เคยระดมทุนได้ประมาณ USD 18.6 พันล้าน จากการออกหุ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ การระดมทุนเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเอื้ออำนวย และช่วยให้บริษัทสร้างฐาน Bitcoin ในปัจจุบันได้โดยไม่ต้องเจือจางมาก ที่สำคัญ หนี้สินของบริษัทมีอายุค่อนข้างยาว และยังไม่มีเงื่อนไขเรียกเงินประกันหลักประกันที่อ้างอิงกับราคา Bitcoin ในระดับปัจจุบันโดยตรง เงินทุนรวมที่กลยุทธ์นี้ระดมมาได้ ที่มา: Saylor Tracker ความเสี่ยงที่แท้จริงรออยู่ข้างหน้า MicroStrategy ได้เปลี่ยนจากช่วงขยายตัวสู่โหมดป้องกันตัวเองแล้ว ความเสี่ยงขั้นวิกฤตจะสูงขึ้น หาก Bitcoin ยังอยู่ต่ำกว่าราคาทุนเป็นเวลานาน, mNAV ยังคงอ่อนตัว และตลาดทุนยังคงปิดอยู่ ในกรณีนั้น การรีไฟแนนซ์จะทำได้ยากขึ้น ความเสี่ยงภาวะเจือจางจะสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็อาจลดลงไปอีก หุ้น MSTR ร่วง 23% ในสัปดาห์นี้ ที่มา: Google Finance ในขณะนี้ MicroStrategy ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างสำหรับความผิดพลาดลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงในรอบตลาดของ Bitcoin ในขั้นถัดไป

MicroStrategy เผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่หลังบิตคอยน์ร่วงเหลือ USD60,000

MicroStrategy กำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดอีกครั้ง หลังจากที่บิตคอยน์ร่วงลงเหลือ 60,000 USD ซึ่งทำให้คลังคริปโตมหาศาลของบริษัทนี้อยู่ใต้ต้นทุนเฉลี่ยมากขึ้น และกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในงบดุลอีกครั้ง

ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่บิตคอยน์ยังคงถูกขายออกต่อเนื่อง โดยสะท้อนบทบาทของ MicroStrategy ในฐานะตัวแทนเลเวอเรจสำหรับคริปโตดังกล่าว และการลดลงของราคาหุ้นในครั้งนี้ยังส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าบิตคอยน์ที่ถืออยู่ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณความตึงเครียดสำคัญต่อโมเดลคลังทรัพย์ของบริษัทนี้อีกด้วย

กราฟราคาบิตคอยน์ ที่มา: CoinGecko ราคา Bitcoin ร่วงแตะจุดต่ำสุดรอบปีที่ 60,000 USD

MicroStrategy ถือบิตคอยน์อยู่ประมาณ 713,500 coin ซึ่งซื้อมาด้วยต้นทุนเฉลี่ยราว 76,000 USD ต่อ coin

เมื่อบิตคอยน์ซื้อขายใกล้ 60,000 USD ในขณะนี้ ส่งผลให้สินทรัพย์ของบริษัทต่ำกว่าต้นทุนประมาณ 21% ซึ่งแปลงเป็นการขาดทุนที่ยังไม่รับรู้เป็นมูลค่าหลายพันล้าน USD

ถึงแม้การขาดทุนเหล่านี้จะยังไม่เป็นการขาดทุนจริง และไม่ได้บังคับให้บริษัทต้องขายสินทรัพย์ทันที แต่สถานการณ์นี้ก็ทำให้เรื่องทุนของ MicroStrategy ดูอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ

การปรับฐานในครั้งนี้ยังทำให้นักลงทุน เปลี่ยนความสนใจจากการสะสมระยะยาว มาเน้นความยืดหยุ่นทางการเงินระยะสั้นมากขึ้นอีกด้วย

ตอนนี้ราคาบิตคอยน์ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ MicroStrategy ถึง 16,000 USD ที่มา: Strategy ส่วนต่างราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์

ประเด็นที่น่ากังวลในระยะสั้นสำหรับ MicroStrategy อยู่ที่ มูลค่าสุทธิตลาด (mNAV) ที่ร่วงลงมาเหลือประมาณ 0.87 เท่า นั่นหมายความว่าตอนนี้ราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าบิตคอยน์ที่อยู่ในงบดุลเรียบร้อยแล้ว

ส่วนลดนั้นมีความสำคัญ เพราะกลยุทธ์ของ MicroStrategy ต้องพึ่งพาการออกหุ้นใหม่ที่ราคาเหนือมูลค่าเพื่อระดมทุนซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมเป็นหลัก

เมื่อไม่มีราคาพิเศษอีกต่อไป การออกหุ้นใหม่จะทำให้เกิดภาวะเจือจางแทนที่จะเพิ่มมูลค่า ซึ่งส่งผลให้กลไกเติบโตหลักของบริษัทหยุดชะงักลง

ค่า Premium ของ Bitcoin ตามกลยุทธ์ทรุดหนัก ที่มา: Saylor Tracker Strategy และ Michael Saylor ยังมีการปกป้องระยะสั้นอยู่

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะน่ากังวล แต่ขณะนี้ยังไม่ใช่วิกฤตด้านสภาพคล่อง เพราะ MicroStrategy เคยระดมทุนได้ประมาณ USD 18.6 พันล้าน จากการออกหุ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

การระดมทุนเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเอื้ออำนวย และช่วยให้บริษัทสร้างฐาน Bitcoin ในปัจจุบันได้โดยไม่ต้องเจือจางมาก

ที่สำคัญ หนี้สินของบริษัทมีอายุค่อนข้างยาว และยังไม่มีเงื่อนไขเรียกเงินประกันหลักประกันที่อ้างอิงกับราคา Bitcoin ในระดับปัจจุบันโดยตรง

เงินทุนรวมที่กลยุทธ์นี้ระดมมาได้ ที่มา: Saylor Tracker ความเสี่ยงที่แท้จริงรออยู่ข้างหน้า

MicroStrategy ได้เปลี่ยนจากช่วงขยายตัวสู่โหมดป้องกันตัวเองแล้ว

ความเสี่ยงขั้นวิกฤตจะสูงขึ้น หาก Bitcoin ยังอยู่ต่ำกว่าราคาทุนเป็นเวลานาน, mNAV ยังคงอ่อนตัว และตลาดทุนยังคงปิดอยู่

ในกรณีนั้น การรีไฟแนนซ์จะทำได้ยากขึ้น ความเสี่ยงภาวะเจือจางจะสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็อาจลดลงไปอีก

หุ้น MSTR ร่วง 23% ในสัปดาห์นี้ ที่มา: Google Finance

ในขณะนี้ MicroStrategy ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างสำหรับความผิดพลาดลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงในรอบตลาดของ Bitcoin ในขั้นถัดไป
คลังเงินคริปโตส่วนใหญ่เผชิญความเสี่ยงล้มละลายเพิ่มหลังตลาดร่วงบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเผชิญภาวะตึงเครียดทางการเงินเพิ่มขึ้น หลังจากบิตคอยน์และอีเธอเรียมร่วงเกือบ 30% ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้มูลค่ารวมที่ยังไม่ถูกตระหนักในงบดุลสินทรัพย์ดิจิทัลสูญหายไปราว 25 พันล้าน USD ข้อมูลการติดตามบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดหลักทรัพย์แสดงให้เห็นว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีบริษัทใดถือครองสินทรัพย์เหนือกว่าต้นทุนเฉลี่ยเลย การดิ่งลงอย่างฉับพลันนี้ผลักกลยุทธ์คลังสินทรัพย์ส่วนใหญ่ให้ขาดทุนในเวลาเดียวกัน จึงทำให้เกิดความกังวลด้านสภาพคล่อง การเงิน และความอยู่รอดในระยะยาว กำไรและขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มา: Artemis การขาดทุนกระจายทั่วทั้งภาคคลังสินทรัพย์ดิจิทัล การเทขายได้กระทบกับบริษัทที่มีคลังสินทรัพย์หนักในเวลาเดียวกัน ผู้ถือครองรายใหญ่บันทึกตัวเลขขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจำนวนมากที่สุด จนยอดรวมกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นลบอย่างรุนแรง แม้มันจะเป็นเพียงขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ขนาดของมันสำคัญเพราะทำให้งบดุลและมูลค่าหุ้นของบริษัทอ่อนแอลง ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงเปลี่ยนจากการให้รางวัลกับการสะสมคริปโต มาสู่การประเมินความเสี่ยงต่อการอยู่รอดแทน ส่วนต่างราคาในตลาดร่วงหนัก สัญญาณตึงเครียดที่สำคัญคือ การดิ่งลงของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิในตลาด (mNAV) ซึ่งเปรียบเทียบราคาหุ้นของบริษัทกับมูลค่าทรัพย์สินคริปโตที่ถือครองไว้ บริษัทคลังสินทรัพย์รายใหญ่หลายแห่งในขณะนี้มีการซื้อขายที่ต่ำกว่า mNAV ที่ 1 หมายความว่าตลาดประเมินมูลค่าหุ้นต่ำกว่าทรัพย์สินที่บริษัทถืออยู่ การประเมินเช่นนี้ทำให้การระดมทุนเพิ่มผ่านการออกหุ้นกลายเป็นเรื่องยาก เพราะทำให้เกิดการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น mNAV ลดต่ำกว่า 1 สำหรับคลังสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ ที่มา: CoinGecko MicroStrategy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ของภาคธุรกิจ มีราคาต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ แม้จะถือครองสินทรัพย์คริปโตนับหมื่นล้าน USD ส่วนลดดังกล่าวจึงจำกัดความยืดหยุ่นของบริษัทในการหาทุนเพื่อซื้อเพิ่มเติมหรือรีไฟแนนซ์ในต้นทุนที่ต่ำ หุ้น MicroStrategy สูญเสียมูลค่า 35% ภายในหนึ่งเดือน ที่มา: Google Finance สภาพคล่องกระทบความเสี่ยงล้มละลาย เพียงแค่ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ไม่ได้ทำให้เกิดการล้มละลาย ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสินทรัพย์ที่ลดลงมาปะทะกับภาระหนี้ สัญญาเงินกู้ หรือการขาดทุนต่อเนื่องในกระแสเงินสด บริษัทเหมืองขุดและผู้ถือสินทรัพย์คลังที่พึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกต้องเผชิญความเสี่ยงสูงสุด หากราคา crypto ยังคงตกต่ำ ผู้ให้กู้อาจเข้มงวดเงื่อนไข ตลาดทุนอาจยังปิด และทางเลือกในการรีไฟแนนซ์อาจลดลง สิ่งนี้จะสร้างวงจรย้อนกลับ เมื่อราคาต่ำลง มูลค่าหุ้นก็ลดลง ส่งผลให้เข้าถึงทุนได้น้อยลง และเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะทางการเงิน ช่วงเผชิญแรงกดดัน ไม่ใช่การล่มสลาย การลดลงในครั้งนี้สะท้อนถึงการลดภาระหนี้และเงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น มากกว่าความล้มเหลวของสินทรัพย์ crypto เอง อย่างไรก็ตาม หากราคาไม่ฟื้นตัวและตลาดทุนยังคงตึงตัว ความตึงเครียดมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ในขณะนี้ บริษัทคลัง crypto ยังมีสภาพคล่องอยู่ แต่ขอบเขตความผิดพลาดก็แคบลงอย่างรวดเร็ว

คลังเงินคริปโตส่วนใหญ่เผชิญความเสี่ยงล้มละลายเพิ่มหลังตลาดร่วง

บริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเผชิญภาวะตึงเครียดทางการเงินเพิ่มขึ้น หลังจากบิตคอยน์และอีเธอเรียมร่วงเกือบ 30% ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้มูลค่ารวมที่ยังไม่ถูกตระหนักในงบดุลสินทรัพย์ดิจิทัลสูญหายไปราว 25 พันล้าน USD

ข้อมูลการติดตามบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดหลักทรัพย์แสดงให้เห็นว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีบริษัทใดถือครองสินทรัพย์เหนือกว่าต้นทุนเฉลี่ยเลย การดิ่งลงอย่างฉับพลันนี้ผลักกลยุทธ์คลังสินทรัพย์ส่วนใหญ่ให้ขาดทุนในเวลาเดียวกัน จึงทำให้เกิดความกังวลด้านสภาพคล่อง การเงิน และความอยู่รอดในระยะยาว

กำไรและขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มา: Artemis การขาดทุนกระจายทั่วทั้งภาคคลังสินทรัพย์ดิจิทัล

การเทขายได้กระทบกับบริษัทที่มีคลังสินทรัพย์หนักในเวลาเดียวกัน

ผู้ถือครองรายใหญ่บันทึกตัวเลขขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจำนวนมากที่สุด จนยอดรวมกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นลบอย่างรุนแรง แม้มันจะเป็นเพียงขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ขนาดของมันสำคัญเพราะทำให้งบดุลและมูลค่าหุ้นของบริษัทอ่อนแอลง

ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงเปลี่ยนจากการให้รางวัลกับการสะสมคริปโต มาสู่การประเมินความเสี่ยงต่อการอยู่รอดแทน

ส่วนต่างราคาในตลาดร่วงหนัก

สัญญาณตึงเครียดที่สำคัญคือ การดิ่งลงของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิในตลาด (mNAV) ซึ่งเปรียบเทียบราคาหุ้นของบริษัทกับมูลค่าทรัพย์สินคริปโตที่ถือครองไว้

บริษัทคลังสินทรัพย์รายใหญ่หลายแห่งในขณะนี้มีการซื้อขายที่ต่ำกว่า mNAV ที่ 1 หมายความว่าตลาดประเมินมูลค่าหุ้นต่ำกว่าทรัพย์สินที่บริษัทถืออยู่ การประเมินเช่นนี้ทำให้การระดมทุนเพิ่มผ่านการออกหุ้นกลายเป็นเรื่องยาก เพราะทำให้เกิดการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น

mNAV ลดต่ำกว่า 1 สำหรับคลังสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ ที่มา: CoinGecko

MicroStrategy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ของภาคธุรกิจ มีราคาต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ แม้จะถือครองสินทรัพย์คริปโตนับหมื่นล้าน USD

ส่วนลดดังกล่าวจึงจำกัดความยืดหยุ่นของบริษัทในการหาทุนเพื่อซื้อเพิ่มเติมหรือรีไฟแนนซ์ในต้นทุนที่ต่ำ

หุ้น MicroStrategy สูญเสียมูลค่า 35% ภายในหนึ่งเดือน ที่มา: Google Finance สภาพคล่องกระทบความเสี่ยงล้มละลาย

เพียงแค่ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ไม่ได้ทำให้เกิดการล้มละลาย ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสินทรัพย์ที่ลดลงมาปะทะกับภาระหนี้ สัญญาเงินกู้ หรือการขาดทุนต่อเนื่องในกระแสเงินสด

บริษัทเหมืองขุดและผู้ถือสินทรัพย์คลังที่พึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกต้องเผชิญความเสี่ยงสูงสุด หากราคา crypto ยังคงตกต่ำ ผู้ให้กู้อาจเข้มงวดเงื่อนไข ตลาดทุนอาจยังปิด และทางเลือกในการรีไฟแนนซ์อาจลดลง

สิ่งนี้จะสร้างวงจรย้อนกลับ เมื่อราคาต่ำลง มูลค่าหุ้นก็ลดลง ส่งผลให้เข้าถึงทุนได้น้อยลง และเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะทางการเงิน

ช่วงเผชิญแรงกดดัน ไม่ใช่การล่มสลาย

การลดลงในครั้งนี้สะท้อนถึงการลดภาระหนี้และเงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น มากกว่าความล้มเหลวของสินทรัพย์ crypto เอง

อย่างไรก็ตาม หากราคาไม่ฟื้นตัวและตลาดทุนยังคงตึงตัว ความตึงเครียดมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ในขณะนี้ บริษัทคลัง crypto ยังมีสภาพคล่องอยู่ แต่ขอบเขตความผิดพลาดก็แคบลงอย่างรวดเร็ว
คำเตือนราคาของ Zcash — กราฟชี้แนวโน้มแตะ USD 100ราคาของ Zcash ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากโมเมนตัมขาลงยังคงก่อตัวขึ้นทั่วตลาด หลังจากที่สูญเสียมูลค่าไปเกือบ 35% นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม Zcash (ZEC) ตอนนี้เริ่มร่วงลึกขึ้นภายในช่องขาลงที่กดดันราคาให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายที่อ่อนแอ ความสนใจของวาฬที่ลดลง ตลอดจนกิจกรรมในตลาดอนุพันธ์ที่หดตัว ต่างช่วยเสริมทิศทางขาลงนี้ อีกทั้งดัชนีชี้วัดหลายตัวแสดงสัญญาณเตือน ทำให้กราฟชี้ว่า Zcash อาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงขาลงอีกครั้ง กรอบขาลงและ OBV แตกแสดงแรงขายต่อเนื่อง Zcash เคลื่อนไหวอยู่ในช่องขาลงอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน โดยมีจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากแตะระดับสูงกว่า 740 USD ZEC ได้เข้าสู่ช่วงการลดลงนี้ และเผชิญกับการร่วงหนักมากกว่า 56% ภายในช่องขาลง เป็นเป้าหมายของการปรับฐาน ทั้งนี้ ทุกครั้งที่ราคารีบาวด์กลับขึ้นมา จะกลับอ่อนแรงลง สะท้อนว่าผู้ซื้อไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางโมเมนตัมได้ โครงสร้างที่อ่อนแอนี้ได้รับการยืนยันจาก On-Balance Volume (OBV) ที่ช่วยติดตามแรงซื้อและขาย โดยการบวกปริมาณในวันที่ราคาขึ้น และลบออกในวันที่ราคาปรับลง หาก OBV ปรับขึ้น แสดงการสะสม แต่หาก OBV ตก แสดงการกระจาย ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมกราคม OBV ของ Zcash ได้เกิดเส้นแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งแสดงว่าบางกลุ่ม ผู้ซื้อ Zcash ยังพยายามสะสมต่อ แม้ราคาจะเคลื่อนในช่องขาลง ความเสี่ยงของการร่วงลงของ Zcash: TradingView ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ token แบบนี้อีกไหม ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว Crypto รายวันของบรรณาธิการ Harsh Notariya ที่นี่ การสนับสนุนนี้สุดท้ายพังลงในวันที่ 29 มกราคม หลังจากเกิดการปรับฐานครั้งนี้ ราคาของ Zcash ได้ปรับลงแล้วเกือบ 36% ซึ่งยืนยันสัญญาณจาก OBV และแสดงว่าการสูญเสียแรงหนุนปริมาณซื้อขายได้นำไปสู่ราคาที่ลดลงโดยตรง พฤติกรรมในเครือข่ายช่วยเสริมแนวโน้มนี้ ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ที่ถือโดยวาฬลดลงราว 36% โดยจำนวนกระเป๋าสตางค์ขนาดใหญ่ลดลงเหลือประมาณ 8,000 ใบ ทั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ถือครองหลักต่างลดความเสี่ยงแทนที่จะสะสมเพิ่ม พร้อมกันนี้ ยอดเหรียญบนกระดานเทรดได้พุ่งขึ้นเกือบ 160% การเพิ่มขึ้นของอุปทานบนกระดานเทรด มักหมายถึงมี token เพิ่มเตรียมพร้อมขายมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงขายในทันที ผู้ถือ Zcash: Nansen เมื่อนำทั้งแนวโน้มตก, การแตกของ OBV, วาฬที่ลดลง และการไหลเข้าสู่กระดานแลกเปลี่ยนมารวมกัน สิ่งเหล่านี้ชี้ไปในทิศทางของการกระจายอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วมรายย่อยต่างอ่อนแอลง ผู้ถือระยะยาวต่างลดความเสี่ยง และอุปทานกำลังเคลื่อนไปสู่สถานที่ขาย ส่งผลให้ ZEC ยังไม่สามารถยืนเหนือแนวรับได้อย่างมั่นคง กิจกรรมอนุพันธ์ซบเซา ตำแหน่ง Long ที่คงเหลือเพิ่มความเสี่ยง เมื่อการซื้อขายสปอตค่อยๆ หายไป คำถามถัดไปจึงเป็นว่าอนุพันธ์จะสามารถผลักดันราคาให้สูงขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงชอร์ตสควีซที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจนถึงตอนนี้บ่งชี้ถึงการสนับสนุนที่จำกัดเท่านั้น สถานะเปิดของ Zcash พุ่งสูงสุดใกล้ 1.13 พันล้าน USD ในเดือนธันวาคม ขณะนี้ลดลงเหลือประมาณ 395 ล้าน USD หรือลดลงเกือบ 65% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสนใจเชิงเก็งกำไรได้ลดลงอย่างมาก โดยที่เทรดเดอร์จำนวนมากต่างปิดสถานะและรอดูสถานการณ์อยู่ข้างสนาม สถานะเปิด: Coinglass เมื่อสถานะเปิดลดลงมากขนาดนี้ แสดงถึงความเชื่อมั่นที่หดตัวลง โดยมีเลเวอเรจในระบบน้อยลงที่จะขับเคลื่อนการรีบาวด์อย่างแข็งแรง และมีเทรดเดอร์ที่พร้อมปกป้องระดับสำคัญอยู่น้อยลง ในขณะเดียวกัน อัตราการให้ทุนได้เย็นลงตั้งแต่เดือนตุลาคม แต่ก็ยังคงเป็นบวกเล็กน้อย อัตราการให้ทุนบวกหมายถึงสถานะ Long ยังมีมากกว่า แม้ว่าการเข้าร่วมโดยรวมจะลดลง กล่าวง่ายๆ คือเทรดเดอร์ที่ยังเหลืออยู่ถึงจะมีน้อยลง แต่หลายคนเหล่านั้นก็ยังคงเดิมพันว่าราคาจะสูงขึ้น อัตราการให้ทุน Zcash: Coinglass สิ่งนี้จึงสร้างสถานการณ์ที่เปราะบาง หากราคาตกลงไปอีก เทรดเดอร์ Long ที่เหลืออยู่อาจถูกบังคับให้ปิดสถานะแบบอัตโนมัติ และเมื่อเกิดการปิดสถานะในสภาวะสภาพคล่องต่ำ อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น แม้ว่าอนุพันธ์จะไม่มี “เชื้อเพลิง” เพียงพอในการผลักดันให้เกิดการปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ แต่การมีสถานะ long ที่ยังคงเปิดอยู่ยังคงช่วยเร่งความเสี่ยงของการปรับฐานใหญ่ขึ้นอีก แทนที่เลเวอเรจจะช่วยประคับประคองราคา เวลานี้กลับเพิ่มโอกาสให้เกิดแรงขายรุนแรงมากขึ้น แนวรับแนวต้านหลักของ Zcash ชี้ให้เห็นเหตุผลที่โซน USD 100 ยังเป็นจุดสนใจ ราคาของ Zcash ยังถูกกดดันให้อยู่ในกรอบขาลง โดยเส้นเทรนด์ไลน์ล่างยังคงนำทางราคาต่ำลงเรื่อย ๆ โดยแนวรับหลักแรกอยู่ที่ USD230 หากราคาปิดรายวันต่ำกว่า USD230 อย่างต่อเนื่อง จะเปิดทางให้ราคาทดสอบแนวรับถัดไปแถว ๆ USD212 แต่จะต้องเกิดการหลุดแนวเทรนด์ไลน์ก่อน หาก USD212 รับไม่อยู่ ทั้งการคาดการณ์ตาม channel และ Fibonacci extension ต่างก็ชี้ไปยังบริเวณ USD103 ซึ่งถือเป็นโซนเป้าหมายสุดท้ายหากราคาปรับตัวลงตามโครงสร้างปัจจุบัน วิเคราะห์ราคาของ Zcash: TradingView ทางด้านแนวต้าน โอกาสฟื้นตัวยังเป็นไปได้ยาก โดย ZEC ต้องกลับมายืนเหนือ USD286 ให้ได้ก่อนเพื่อสร้างเสถียรภาพในระยะสั้น และการทะลุเหนือ USD389 จะช่วยให้ภาพระยะกลางแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกัน หากต้องการลุ้นไปถึง USD557 จะต้องมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ต้องได้รับแรงสะสมจากกลุ่มวาฬ และต้องมีการเข้าร่วมของตลาดอนุพันธ์มากขึ้น ซึ่งยังเป็นไปได้ยากสำหรับสภาพตลาดในขณะนี้ ตราบใดที่ Zcash ยังไม่สามารถยืนเหนือ USD230 และรักษาแนวรับ USD212 เอาไว้ได้ ความเสี่ยงขาลงยังคงมีมากกว่าอย่างชัดเจน และหากไม่มีเม็ดเงินกับแรงเข้าร่วมใหม่ ๆ ชาร์ตยังคงบ่งชี้โอกาสลงต่อสู่โซน USD100

คำเตือนราคาของ Zcash — กราฟชี้แนวโน้มแตะ USD 100

ราคาของ Zcash ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากโมเมนตัมขาลงยังคงก่อตัวขึ้นทั่วตลาด หลังจากที่สูญเสียมูลค่าไปเกือบ 35% นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม Zcash (ZEC) ตอนนี้เริ่มร่วงลึกขึ้นภายในช่องขาลงที่กดดันราคาให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ปริมาณการซื้อขายที่อ่อนแอ ความสนใจของวาฬที่ลดลง ตลอดจนกิจกรรมในตลาดอนุพันธ์ที่หดตัว ต่างช่วยเสริมทิศทางขาลงนี้ อีกทั้งดัชนีชี้วัดหลายตัวแสดงสัญญาณเตือน ทำให้กราฟชี้ว่า Zcash อาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงขาลงอีกครั้ง

กรอบขาลงและ OBV แตกแสดงแรงขายต่อเนื่อง

Zcash เคลื่อนไหวอยู่ในช่องขาลงอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน โดยมีจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

หลังจากแตะระดับสูงกว่า 740 USD ZEC ได้เข้าสู่ช่วงการลดลงนี้ และเผชิญกับการร่วงหนักมากกว่า 56% ภายในช่องขาลง เป็นเป้าหมายของการปรับฐาน ทั้งนี้ ทุกครั้งที่ราคารีบาวด์กลับขึ้นมา จะกลับอ่อนแรงลง สะท้อนว่าผู้ซื้อไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางโมเมนตัมได้

โครงสร้างที่อ่อนแอนี้ได้รับการยืนยันจาก On-Balance Volume (OBV) ที่ช่วยติดตามแรงซื้อและขาย โดยการบวกปริมาณในวันที่ราคาขึ้น และลบออกในวันที่ราคาปรับลง หาก OBV ปรับขึ้น แสดงการสะสม แต่หาก OBV ตก แสดงการกระจาย

ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมกราคม OBV ของ Zcash ได้เกิดเส้นแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งแสดงว่าบางกลุ่ม ผู้ซื้อ Zcash ยังพยายามสะสมต่อ แม้ราคาจะเคลื่อนในช่องขาลง

ความเสี่ยงของการร่วงลงของ Zcash: TradingView

ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ token แบบนี้อีกไหม ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว Crypto รายวันของบรรณาธิการ Harsh Notariya ที่นี่

การสนับสนุนนี้สุดท้ายพังลงในวันที่ 29 มกราคม หลังจากเกิดการปรับฐานครั้งนี้ ราคาของ Zcash ได้ปรับลงแล้วเกือบ 36% ซึ่งยืนยันสัญญาณจาก OBV และแสดงว่าการสูญเสียแรงหนุนปริมาณซื้อขายได้นำไปสู่ราคาที่ลดลงโดยตรง

พฤติกรรมในเครือข่ายช่วยเสริมแนวโน้มนี้ ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ที่ถือโดยวาฬลดลงราว 36% โดยจำนวนกระเป๋าสตางค์ขนาดใหญ่ลดลงเหลือประมาณ 8,000 ใบ ทั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ถือครองหลักต่างลดความเสี่ยงแทนที่จะสะสมเพิ่ม

พร้อมกันนี้ ยอดเหรียญบนกระดานเทรดได้พุ่งขึ้นเกือบ 160% การเพิ่มขึ้นของอุปทานบนกระดานเทรด มักหมายถึงมี token เพิ่มเตรียมพร้อมขายมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงขายในทันที

ผู้ถือ Zcash: Nansen

เมื่อนำทั้งแนวโน้มตก, การแตกของ OBV, วาฬที่ลดลง และการไหลเข้าสู่กระดานแลกเปลี่ยนมารวมกัน สิ่งเหล่านี้ชี้ไปในทิศทางของการกระจายอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วมรายย่อยต่างอ่อนแอลง ผู้ถือระยะยาวต่างลดความเสี่ยง และอุปทานกำลังเคลื่อนไปสู่สถานที่ขาย ส่งผลให้ ZEC ยังไม่สามารถยืนเหนือแนวรับได้อย่างมั่นคง

กิจกรรมอนุพันธ์ซบเซา ตำแหน่ง Long ที่คงเหลือเพิ่มความเสี่ยง

เมื่อการซื้อขายสปอตค่อยๆ หายไป คำถามถัดไปจึงเป็นว่าอนุพันธ์จะสามารถผลักดันราคาให้สูงขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงชอร์ตสควีซที่ผ่านมาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจนถึงตอนนี้บ่งชี้ถึงการสนับสนุนที่จำกัดเท่านั้น

สถานะเปิดของ Zcash พุ่งสูงสุดใกล้ 1.13 พันล้าน USD ในเดือนธันวาคม ขณะนี้ลดลงเหลือประมาณ 395 ล้าน USD หรือลดลงเกือบ 65% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสนใจเชิงเก็งกำไรได้ลดลงอย่างมาก โดยที่เทรดเดอร์จำนวนมากต่างปิดสถานะและรอดูสถานการณ์อยู่ข้างสนาม

สถานะเปิด: Coinglass

เมื่อสถานะเปิดลดลงมากขนาดนี้ แสดงถึงความเชื่อมั่นที่หดตัวลง โดยมีเลเวอเรจในระบบน้อยลงที่จะขับเคลื่อนการรีบาวด์อย่างแข็งแรง และมีเทรดเดอร์ที่พร้อมปกป้องระดับสำคัญอยู่น้อยลง

ในขณะเดียวกัน อัตราการให้ทุนได้เย็นลงตั้งแต่เดือนตุลาคม แต่ก็ยังคงเป็นบวกเล็กน้อย อัตราการให้ทุนบวกหมายถึงสถานะ Long ยังมีมากกว่า แม้ว่าการเข้าร่วมโดยรวมจะลดลง กล่าวง่ายๆ คือเทรดเดอร์ที่ยังเหลืออยู่ถึงจะมีน้อยลง แต่หลายคนเหล่านั้นก็ยังคงเดิมพันว่าราคาจะสูงขึ้น

อัตราการให้ทุน Zcash: Coinglass

สิ่งนี้จึงสร้างสถานการณ์ที่เปราะบาง หากราคาตกลงไปอีก เทรดเดอร์ Long ที่เหลืออยู่อาจถูกบังคับให้ปิดสถานะแบบอัตโนมัติ และเมื่อเกิดการปิดสถานะในสภาวะสภาพคล่องต่ำ อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น แม้ว่าอนุพันธ์จะไม่มี “เชื้อเพลิง” เพียงพอในการผลักดันให้เกิดการปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ แต่การมีสถานะ long ที่ยังคงเปิดอยู่ยังคงช่วยเร่งความเสี่ยงของการปรับฐานใหญ่ขึ้นอีก แทนที่เลเวอเรจจะช่วยประคับประคองราคา เวลานี้กลับเพิ่มโอกาสให้เกิดแรงขายรุนแรงมากขึ้น

แนวรับแนวต้านหลักของ Zcash ชี้ให้เห็นเหตุผลที่โซน USD 100 ยังเป็นจุดสนใจ

ราคาของ Zcash ยังถูกกดดันให้อยู่ในกรอบขาลง โดยเส้นเทรนด์ไลน์ล่างยังคงนำทางราคาต่ำลงเรื่อย ๆ โดยแนวรับหลักแรกอยู่ที่ USD230

หากราคาปิดรายวันต่ำกว่า USD230 อย่างต่อเนื่อง จะเปิดทางให้ราคาทดสอบแนวรับถัดไปแถว ๆ USD212 แต่จะต้องเกิดการหลุดแนวเทรนด์ไลน์ก่อน

หาก USD212 รับไม่อยู่ ทั้งการคาดการณ์ตาม channel และ Fibonacci extension ต่างก็ชี้ไปยังบริเวณ USD103 ซึ่งถือเป็นโซนเป้าหมายสุดท้ายหากราคาปรับตัวลงตามโครงสร้างปัจจุบัน

วิเคราะห์ราคาของ Zcash: TradingView

ทางด้านแนวต้าน โอกาสฟื้นตัวยังเป็นไปได้ยาก โดย ZEC ต้องกลับมายืนเหนือ USD286 ให้ได้ก่อนเพื่อสร้างเสถียรภาพในระยะสั้น และการทะลุเหนือ USD389 จะช่วยให้ภาพระยะกลางแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกัน หากต้องการลุ้นไปถึง USD557 จะต้องมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ต้องได้รับแรงสะสมจากกลุ่มวาฬ และต้องมีการเข้าร่วมของตลาดอนุพันธ์มากขึ้น ซึ่งยังเป็นไปได้ยากสำหรับสภาพตลาดในขณะนี้

ตราบใดที่ Zcash ยังไม่สามารถยืนเหนือ USD230 และรักษาแนวรับ USD212 เอาไว้ได้ ความเสี่ยงขาลงยังคงมีมากกว่าอย่างชัดเจน และหากไม่มีเม็ดเงินกับแรงเข้าร่วมใหม่ ๆ ชาร์ตยังคงบ่งชี้โอกาสลงต่อสู่โซน USD100
เศรษฐกิจสหรัฐกำลังทำให้ทุกตลาดพัง และไม่ใช่ปัญหา cryptoตลาดโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ กระทบต่อสกุลเงินดิจิทัล หุ้น และแม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมอย่างทองคำและเงิน การปรับตัวลงพร้อมกันนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะสภาพคล่องตึงตัวโดยรวม ไม่ใช่จุดอ่อนเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละประเภท Bitcoin กลายเป็นผู้นำการขาดทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ทองคำและเงินปรับตัวลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบหลายเดือน ความสัมพันธ์ที่ไม่ปกตินี้ส่งสัญญาณว่ามีการลดความเสี่ยงทั่วทั้งพอร์ต ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในความชอบของนักลงทุน กราฟราคา Bitcoin ทองคำ และเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มา: TradingView ภาวะขาดสภาพคล่อง ไม่ใช่การเปลี่ยนกลุ่มลงทุน โดยปกติ เมื่อเกิดความตึงเครียดในตลาดคริปโต เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ทองคำหรือเงินสด แต่ครั้งนี้นักลงทุนต่างขายออกทุกอย่างที่สามารถขายได้ รูปแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการลดเลเวอเรจลง เทรดเดอร์ที่ถูกเรียกมาร์จิ้นจะขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงก่อน รวมถึง Bitcoin ทองคำ และเงิน การขายนี้เป็นไปเพื่อกลไก ไม่ใช่ความเชื่อในอุดมการณ์ มาตรการของ Fed ไม่สามารถทำให้ตลาดสงบลง ศูนย์กลางของความปั่นป่วนนี้คือความสับสนเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงินของสหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้หยุดนโยบายการลดปริมาณเงินในเดือนธันวาคม และเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินสำรองในระบบธนาคาร เมื่อ Fed หยุดนโยบายลดปริมาณเงิน ก็ไม่ได้ดูดเงินออกจากระบบการเงินอีกต่อไป สำหรับธนาคาร หมายถึงเงินสำรองไม่ได้ลดลงอีก ส่วนครัวเรือนและภาคธุรกิจก็เผชิญความเสี่ยงในการขาดสภาพคล่องในระบบธนาคารน้อยลง โดยการซื้อหนี้รัฐบาลระยะสั้น Fed รับประกันว่าธนาคารมีเงินสดเพียงพอสำหรับความต้องการในแต่ละวันและช่วยให้ตลาดเงินดำเนินการไปอย่างราบรื่น การดำเนินการเหล่านี้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน ไม่ใช่ราคาสินทรัพย์ในตลาด พวกเขาไม่ได้ลดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับผู้บริโภค ลดอัตราดอกเบี้ยกู้เพื่อที่อยู่อาศัย หรือกระตุ้นให้รับความเสี่ยงมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังคงอยู่ในระดับสูง และเงื่อนไขทางการเงินยังคงตึงตัว ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นสัญญาณของความเครียดที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่ความโล่งใจ ข้อมูลการจ้างงานเพิ่มแรงกดดันแทนที่จะให้ความชัดเจน ข้อมูลแรงงานสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน ตำแหน่งงานว่างยังคงลดลง การจ้างงานชะลอตัว การเลิกจ้างเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2014 ในขณะเดียวกัน อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำและอัตราเงินเฟ้อยังไม่เย็นลงพอที่จะทำให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ตลาดติดอยู่ระหว่างการเติบโตที่ชะลอตัวและเงื่อนไขทางการเงินที่ตึงตัว ทำไมทองคำและเงินถึงร่วงพร้อมกับคริปโต ราคาทองคำและเงินปรับตัวลดลงแม้ว่าความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างต้องการเงินสด ในขณะที่สินทรัพย์ทั้งสองเคยปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อต้นปีนี้ จึงกลายเป็นแหล่งสภาพคล่องที่ถอนออกได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับสูง และค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นในช่วงการเทขายนี้ ปัจจัยร่วมกันนี้จึงลดการสนับสนุนต่อราคาทองคำและโลหะมีค่าในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ราคาคริปโตเคอร์เรนซีร่วงลงแรงกว่าเพราะสินทรัพย์เหล่านี้อยู่ลำดับล่างสุดในลำดับชั้นของสภาพคล่อง ดังนั้นเมื่อเกิดการลดเลเวอเรจ ทุกคนต่างขายคริปโตก่อน ข้อมูลอนุพันธ์ของ Bitcoin แสดงให้เห็นว่าการเปิดสถานะ Long มีการสะสมมาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อราคาเริ่มร่วง การบังคับขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันการไหลเข้าของ ETF ก็ชะลอตัวลง จึงทำให้ความต้องการลดลง การรีเซ็ตตลาดขนาดใหญ่กำลังเกิดขึ้น เหตุการณ์สองสัปดาห์หลังสะท้อนประเด็นเดียวว่านักลงทุนประเมินสภาวะที่ผ่อนคลายเกินไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ในขณะที่สภาพคล่องยังไม่ได้ขยายตัวเร็วพอเพื่อรองรับการเดิมพันเหล่านั้น ดังนั้นสินทรัพย์เสี่ยงต่างได้รับแรงกดดันพร้อมกัน การปรับฐานรอบนี้จึงเป็นการรีเซ็ตสถานะทั้งในตลาดคริปโต หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ ความหมายและแนวทางต่อไป การปรับตัวลงนี้ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin หรือทองคำล้มเหลวในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะยาว เพราะมันสะท้อนความตึงเครียดของสภาพคล่องระยะสั้น ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนที่นโยบายหรือภาพรวมมหภาคจะมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเปราะบาง ทุกคนต่างจะเผชิญกับความผันผวนนี้ต่อไป จนกว่าความคาดหวังเรื่องสภาพคล่องจะนิ่งลง หรือข้อมูลเศรษฐกิจจะแสดงสัญญาณอ่อนแออย่างชัดเจน

เศรษฐกิจสหรัฐกำลังทำให้ทุกตลาดพัง และไม่ใช่ปัญหา crypto

ตลาดโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ กระทบต่อสกุลเงินดิจิทัล หุ้น และแม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมอย่างทองคำและเงิน การปรับตัวลงพร้อมกันนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะสภาพคล่องตึงตัวโดยรวม ไม่ใช่จุดอ่อนเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละประเภท

Bitcoin กลายเป็นผู้นำการขาดทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ทองคำและเงินปรับตัวลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบหลายเดือน ความสัมพันธ์ที่ไม่ปกตินี้ส่งสัญญาณว่ามีการลดความเสี่ยงทั่วทั้งพอร์ต ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในความชอบของนักลงทุน

กราฟราคา Bitcoin ทองคำ และเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มา: TradingView ภาวะขาดสภาพคล่อง ไม่ใช่การเปลี่ยนกลุ่มลงทุน

โดยปกติ เมื่อเกิดความตึงเครียดในตลาดคริปโต เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ทองคำหรือเงินสด แต่ครั้งนี้นักลงทุนต่างขายออกทุกอย่างที่สามารถขายได้

รูปแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการลดเลเวอเรจลง เทรดเดอร์ที่ถูกเรียกมาร์จิ้นจะขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงก่อน รวมถึง Bitcoin ทองคำ และเงิน การขายนี้เป็นไปเพื่อกลไก ไม่ใช่ความเชื่อในอุดมการณ์

มาตรการของ Fed ไม่สามารถทำให้ตลาดสงบลง

ศูนย์กลางของความปั่นป่วนนี้คือความสับสนเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงินของสหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้หยุดนโยบายการลดปริมาณเงินในเดือนธันวาคม และเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินสำรองในระบบธนาคาร

เมื่อ Fed หยุดนโยบายลดปริมาณเงิน ก็ไม่ได้ดูดเงินออกจากระบบการเงินอีกต่อไป สำหรับธนาคาร หมายถึงเงินสำรองไม่ได้ลดลงอีก ส่วนครัวเรือนและภาคธุรกิจก็เผชิญความเสี่ยงในการขาดสภาพคล่องในระบบธนาคารน้อยลง

โดยการซื้อหนี้รัฐบาลระยะสั้น Fed รับประกันว่าธนาคารมีเงินสดเพียงพอสำหรับความต้องการในแต่ละวันและช่วยให้ตลาดเงินดำเนินการไปอย่างราบรื่น

การดำเนินการเหล่านี้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน ไม่ใช่ราคาสินทรัพย์ในตลาด พวกเขาไม่ได้ลดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับผู้บริโภค ลดอัตราดอกเบี้ยกู้เพื่อที่อยู่อาศัย หรือกระตุ้นให้รับความเสี่ยงมากขึ้น

อัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังคงอยู่ในระดับสูง และเงื่อนไขทางการเงินยังคงตึงตัว

ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นสัญญาณของความเครียดที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่ความโล่งใจ

ข้อมูลการจ้างงานเพิ่มแรงกดดันแทนที่จะให้ความชัดเจน

ข้อมูลแรงงานสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน ตำแหน่งงานว่างยังคงลดลง การจ้างงานชะลอตัว การเลิกจ้างเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2014

ในขณะเดียวกัน อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำและอัตราเงินเฟ้อยังไม่เย็นลงพอที่จะทำให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ตลาดติดอยู่ระหว่างการเติบโตที่ชะลอตัวและเงื่อนไขทางการเงินที่ตึงตัว

ทำไมทองคำและเงินถึงร่วงพร้อมกับคริปโต

ราคาทองคำและเงินปรับตัวลดลงแม้ว่าความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างต้องการเงินสด ในขณะที่สินทรัพย์ทั้งสองเคยปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อต้นปีนี้ จึงกลายเป็นแหล่งสภาพคล่องที่ถอนออกได้ง่าย

ยิ่งไปกว่านั้น อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับสูง และค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นในช่วงการเทขายนี้ ปัจจัยร่วมกันนี้จึงลดการสนับสนุนต่อราคาทองคำและโลหะมีค่าในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน ราคาคริปโตเคอร์เรนซีร่วงลงแรงกว่าเพราะสินทรัพย์เหล่านี้อยู่ลำดับล่างสุดในลำดับชั้นของสภาพคล่อง ดังนั้นเมื่อเกิดการลดเลเวอเรจ ทุกคนต่างขายคริปโตก่อน

ข้อมูลอนุพันธ์ของ Bitcoin แสดงให้เห็นว่าการเปิดสถานะ Long มีการสะสมมาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อราคาเริ่มร่วง การบังคับขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันการไหลเข้าของ ETF ก็ชะลอตัวลง จึงทำให้ความต้องการลดลง

การรีเซ็ตตลาดขนาดใหญ่กำลังเกิดขึ้น

เหตุการณ์สองสัปดาห์หลังสะท้อนประเด็นเดียวว่านักลงทุนประเมินสภาวะที่ผ่อนคลายเกินไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ในขณะที่สภาพคล่องยังไม่ได้ขยายตัวเร็วพอเพื่อรองรับการเดิมพันเหล่านั้น

ดังนั้นสินทรัพย์เสี่ยงต่างได้รับแรงกดดันพร้อมกัน การปรับฐานรอบนี้จึงเป็นการรีเซ็ตสถานะทั้งในตลาดคริปโต หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์

ความหมายและแนวทางต่อไป

การปรับตัวลงนี้ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin หรือทองคำล้มเหลวในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะยาว เพราะมันสะท้อนความตึงเครียดของสภาพคล่องระยะสั้น ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนที่นโยบายหรือภาพรวมมหภาคจะมีความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเปราะบาง ทุกคนต่างจะเผชิญกับความผันผวนนี้ต่อไป จนกว่าความคาดหวังเรื่องสภาพคล่องจะนิ่งลง หรือข้อมูลเศรษฐกิจจะแสดงสัญญาณอ่อนแออย่างชัดเจน
ราคา HBAR เสี่ยงลดลง 30% จากการดิ่งของ TVL ต่อเนื่องโดยไม่มีแรงหนุนจาก ETFราคาของ HBAR ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากตลาดคริปโตโดยรวมยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยเหรียญนี้ลดลงเกือบ 47% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา และปรับตัวลดลงอีก 6% ในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด สอดคล้องกับการปรับฐานของ Bitcoin ที่ผ่านมา ที่สำคัญ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่การเทขายระยะสั้น เพราะราคาของ Hedera ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกันยายน และสูญเสียมูลค่าไปเกือบ 67% จากระดับสูงสุด เบื้องหลังการเคลื่อนไหวนี้มีปัญหาเชิงลึกคือ สภาพคล่องของเครือข่ายที่หดตัวลง อุปสงค์จากนักลงทุนสถาบันที่อ่อนแอ และการเข้าร่วมของรายย่อยที่ลดลง โดยในขณะที่ TVL ยังคงลดต่ำลง และเงินไหลเข้าของ ETF ยังไม่เกิดขึ้น ชาร์ตก็เริ่มบ่งชี้ว่า HBAR อาจเผชิญขาลงอีกระลอก ดังนั้นข้อมูลกำลังสะท้อนสถานการณ์ดังกล่าว การลดลงของ TVL ในเฮเดราสะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องได้ไหลออกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน แนวโน้มปรับฐานลงของ HBAR เริ่มต้นขึ้นกลางเดือนกันยายน เมื่อราคาเริ่มเคลื่อนไหวสวนกับเส้นแนวโน้มขาลง จากนั้น ราคาอ่อนตัวได้เข้าสู่ช่องทางขาลง โดยที่จุดสูงใหม่ต่ำกว่าจุดสูงเดิม และจุดต่ำใหม่ก็ต่ำลงอีก นับแต่นั้น ทุกครั้งที่ราคาฟื้นตัวกลับแรงน้อยลง และทุกครั้งที่เกิดการแตกแนวรับ ก็ยิ่งกดราคาให้ต่ำลง ราคา HBAR อ่อนแรง: TradingView ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหรียญเพิ่มเติม? ลงทะเบียนรับจดหมายข่าวคริปโตประจำวันของ Editor Harsh Notariya ได้ที่นี่ พฤติกรรมราคาของ HBAR ในครั้งนี้ สะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสภาพคล่องบนเชนของ Hedera โดยตรง Total value locked หรือ TVL เคยอยู่ที่ประมาณ 122.5 ล้าน USD ในเดือนกันยายน ขณะนี้เหลือเพียงประมาณ 56 ล้าน USD หรือปรับตัวลดลงมากกว่า 50% TVL วัดจำนวนเงินทุนที่ถูกล็อกไว้ในโปรโตคอล DeFi และเมื่อ TVL ลดลง มักหมายถึงผู้ใช้เริ่มถอนเงินออกจากระบบ รวมถึงกิจกรรมในเครือข่ายก็ลดลงตามไปด้วย TVL ลดลง: Defillama กล่าวโดยง่ายก็คือ เงินทุนได้ไหลออกจากเครือข่ายตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว และราคาก็พึ่งตามปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนตัวนี้ไป นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมการลดลงของ HBAR ถึงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นฉับพลันเลย เพราะสภาพคล่องกำลังหดตัวเรื่อย ๆ และเมื่อไม่มีเงินทุนใหม่เข้ามา การรีบาวด์แต่ละครั้งก็ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว ตราบใดที่ TVL ยังอ่อนแรงอยู่ แนวโน้มขาขึ้นของ HBAR ก็ยังจำกัดในเชิงโครงสร้าง CMF ชี้นักลงทุนเลือกซื้อ แต่ความต้องการ ETF และรายย่อยในไทยยังอ่อนตัว แต่ก็ไม่ใช่ทุกสัญญาณที่เป็นขาลง Chaikin Money Flow เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม แม้ราคาจะปรับตัวลดลง ทำให้เกิดสัญญาณ bullish divergence ที่บ่งชี้ว่านักลงทุนรายใหญ่บางรายกำลังสะสมอยู่ อย่างไรก็ตาม CMF ยังต่ำกว่าศูนย์ กระแสเงินไหลออกยังมีอิทธิพลเหนือกว่าชัดเจน แม้ว่ากระแสเงินไหลเข้าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่แข็งแรงมากพอ กระแสเงินทุนยังคงอยู่หลังปรับฐาน: TradingView ในขณะเดียวกัน ETF ของ HBAR แบบ spot ก็ไม่มีเงินไหลเข้าใหม่ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ETF มักดึงเงินทุนสถาบันและสามารถช่วยให้ CMF กลับขึ้นเหนือศูนย์ได้ แต่การขาดหายของ ETF จึงจำกัดแรงขับเคลื่อนขาขึ้น HBAR ETFs: SoSo Value ขณะที่สัญญาณเตือนที่สำคัญยิ่งกว่ามาจาก On-Balance Volume โดย OBV เคลื่อนไหวต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม แสดงให้เห็นว่าการเข้าร่วมและความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อยๆ ลดลงต่อเนื่อง แม้ระหว่างช่วงที่ราคาดีดสั้นๆ ล่าสุด OBV ก็ร่วงหลุดแนวรับขาลงดังกล่าว เมื่อ OBV เสียแนวรับระยะยาวไป ก็จะสะท้อนถึงแรงขายที่ยิ่งเร่งตัวและการเข้ามาของผู้เล่นตลาดที่ลดลง จึงบ่งบอกว่าผู้ซื้อเริ่มเหลือน้อยลงแม้ราคาจะต่ำก็ตาม ความเชื่อมั่นของรายย่อยถดถอย: TradingView ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงมีลักษณะดังนี้: นักลงทุนรายใหญ่บางส่วนกำลังสะสมอย่างช้า ๆ (ความผันแปรของ CMF) กระแสเงินลงทุนจากสถาบันยังคงอ่อนแรง (ETF ไม่มีความเคลื่อนไหว) การมีส่วนร่วมโดยรวมกำลังลดลง (OBV แตกออก) เมื่อไม่มีความหนาแน่นของปริมาณการซื้อขายมารองรับ การปรับตัวขึ้นจึงขาดแรงส่งต่อ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม HBAR ยังคงไม่สามารถทะลุแนวต้าน แม้มีสัญญาณเงินเข้าบางครั้งก็ตาม ตราบใดที่ OBV ยังไม่เสถียรและความต้องการ ETF ยังไม่ดีขึ้น การเคลื่อนไหวขึ้นไปมีแนวโน้มที่ยังเปราะบาง แนวโน้มขาลงและสัญญาณ OBV ชี้โซนเสี่ยง 30% โครงสร้างราคาของ Hedera ยืนยันถึงภาวะที่เปราะบางนี้อีกด้วย HBAR ยังคงถูกกักอยู่ในกรอบขาลง ที่นำราคาลดลงตั้งแต่เดือนกันยายน และหากเส้นแนวรับด้านล่างแตกจากกรอบนี้ มีแนวโน้มว่าจะลงต่ออีกราว 30% แนวรับแรกสำคัญอยู่ที่บริเวณ 0.080-0.076 USD ซึ่งโซนนี้ดำรงมาตั้งแต่การปรับฐานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม หากราคาปิดรายวันต่ำกว่านี้จะยิ่งทำให้โครงสร้างอ่อนแอ และถัดลงไปแนวรับถัดไปอยู่ที่ 0.062 USD โดยอิงจาก Fibonacci extensions ที่ทิศทางขาลง วิเคราะห์ราคา HBAR: TradingView ถ้าระดับนี้แตก การคาดการณ์ตามกรอบขาลงบ่งบอกถึงเป้าหมายที่ 0.043 USD ซึ่งจะเปิดทางสู่ขาลงอีก 30% ส่วนด้านบนโอกาสฟื้นตัวยังคงเป็นเรื่องยาก HBAR ต้องทวงคืนระดับ 0.107 USD ให้ได้ก่อน และต้องขึ้นไปเหนือ 0.134 USD เพื่อฝ่าออกจากกรอบขาลงนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ: TVL ฟื้นตัวต่อเนื่อง มีเงินไหลเข้าสู่ ETF อย่างสม่ำเสมอ หากขาดทั้งสองปัจจัยนี้ ทุกความพยายามในการรีบาวด์ราคาของ HBAR ก็มีแนวโน้มจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ราคา HBAR เสี่ยงลดลง 30% จากการดิ่งของ TVL ต่อเนื่องโดยไม่มีแรงหนุนจาก ETF

ราคาของ HBAR ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากตลาดคริปโตโดยรวมยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยเหรียญนี้ลดลงเกือบ 47% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา และปรับตัวลดลงอีก 6% ในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด สอดคล้องกับการปรับฐานของ Bitcoin ที่ผ่านมา ที่สำคัญ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่การเทขายระยะสั้น เพราะราคาของ Hedera ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกันยายน และสูญเสียมูลค่าไปเกือบ 67% จากระดับสูงสุด

เบื้องหลังการเคลื่อนไหวนี้มีปัญหาเชิงลึกคือ สภาพคล่องของเครือข่ายที่หดตัวลง อุปสงค์จากนักลงทุนสถาบันที่อ่อนแอ และการเข้าร่วมของรายย่อยที่ลดลง โดยในขณะที่ TVL ยังคงลดต่ำลง และเงินไหลเข้าของ ETF ยังไม่เกิดขึ้น ชาร์ตก็เริ่มบ่งชี้ว่า HBAR อาจเผชิญขาลงอีกระลอก ดังนั้นข้อมูลกำลังสะท้อนสถานการณ์ดังกล่าว

การลดลงของ TVL ในเฮเดราสะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องได้ไหลออกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน

แนวโน้มปรับฐานลงของ HBAR เริ่มต้นขึ้นกลางเดือนกันยายน เมื่อราคาเริ่มเคลื่อนไหวสวนกับเส้นแนวโน้มขาลง จากนั้น ราคาอ่อนตัวได้เข้าสู่ช่องทางขาลง โดยที่จุดสูงใหม่ต่ำกว่าจุดสูงเดิม และจุดต่ำใหม่ก็ต่ำลงอีก นับแต่นั้น ทุกครั้งที่ราคาฟื้นตัวกลับแรงน้อยลง และทุกครั้งที่เกิดการแตกแนวรับ ก็ยิ่งกดราคาให้ต่ำลง

ราคา HBAR อ่อนแรง: TradingView

ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหรียญเพิ่มเติม? ลงทะเบียนรับจดหมายข่าวคริปโตประจำวันของ Editor Harsh Notariya ได้ที่นี่

พฤติกรรมราคาของ HBAR ในครั้งนี้ สะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสภาพคล่องบนเชนของ Hedera โดยตรง

Total value locked หรือ TVL เคยอยู่ที่ประมาณ 122.5 ล้าน USD ในเดือนกันยายน ขณะนี้เหลือเพียงประมาณ 56 ล้าน USD หรือปรับตัวลดลงมากกว่า 50% TVL วัดจำนวนเงินทุนที่ถูกล็อกไว้ในโปรโตคอล DeFi และเมื่อ TVL ลดลง มักหมายถึงผู้ใช้เริ่มถอนเงินออกจากระบบ รวมถึงกิจกรรมในเครือข่ายก็ลดลงตามไปด้วย

TVL ลดลง: Defillama

กล่าวโดยง่ายก็คือ เงินทุนได้ไหลออกจากเครือข่ายตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว และราคาก็พึ่งตามปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนตัวนี้ไป นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมการลดลงของ HBAR ถึงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นฉับพลันเลย เพราะสภาพคล่องกำลังหดตัวเรื่อย ๆ และเมื่อไม่มีเงินทุนใหม่เข้ามา การรีบาวด์แต่ละครั้งก็ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว

ตราบใดที่ TVL ยังอ่อนแรงอยู่ แนวโน้มขาขึ้นของ HBAR ก็ยังจำกัดในเชิงโครงสร้าง

CMF ชี้นักลงทุนเลือกซื้อ แต่ความต้องการ ETF และรายย่อยในไทยยังอ่อนตัว

แต่ก็ไม่ใช่ทุกสัญญาณที่เป็นขาลง

Chaikin Money Flow เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม แม้ราคาจะปรับตัวลดลง ทำให้เกิดสัญญาณ bullish divergence ที่บ่งชี้ว่านักลงทุนรายใหญ่บางรายกำลังสะสมอยู่ อย่างไรก็ตาม CMF ยังต่ำกว่าศูนย์ กระแสเงินไหลออกยังมีอิทธิพลเหนือกว่าชัดเจน แม้ว่ากระแสเงินไหลเข้าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่แข็งแรงมากพอ

กระแสเงินทุนยังคงอยู่หลังปรับฐาน: TradingView

ในขณะเดียวกัน ETF ของ HBAR แบบ spot ก็ไม่มีเงินไหลเข้าใหม่ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ETF มักดึงเงินทุนสถาบันและสามารถช่วยให้ CMF กลับขึ้นเหนือศูนย์ได้ แต่การขาดหายของ ETF จึงจำกัดแรงขับเคลื่อนขาขึ้น

HBAR ETFs: SoSo Value

ขณะที่สัญญาณเตือนที่สำคัญยิ่งกว่ามาจาก On-Balance Volume โดย OBV เคลื่อนไหวต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม แสดงให้เห็นว่าการเข้าร่วมและความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อยๆ ลดลงต่อเนื่อง แม้ระหว่างช่วงที่ราคาดีดสั้นๆ ล่าสุด OBV ก็ร่วงหลุดแนวรับขาลงดังกล่าว

เมื่อ OBV เสียแนวรับระยะยาวไป ก็จะสะท้อนถึงแรงขายที่ยิ่งเร่งตัวและการเข้ามาของผู้เล่นตลาดที่ลดลง จึงบ่งบอกว่าผู้ซื้อเริ่มเหลือน้อยลงแม้ราคาจะต่ำก็ตาม

ความเชื่อมั่นของรายย่อยถดถอย: TradingView

ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงมีลักษณะดังนี้:

นักลงทุนรายใหญ่บางส่วนกำลังสะสมอย่างช้า ๆ (ความผันแปรของ CMF)

กระแสเงินลงทุนจากสถาบันยังคงอ่อนแรง (ETF ไม่มีความเคลื่อนไหว)

การมีส่วนร่วมโดยรวมกำลังลดลง (OBV แตกออก)

เมื่อไม่มีความหนาแน่นของปริมาณการซื้อขายมารองรับ การปรับตัวขึ้นจึงขาดแรงส่งต่อ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม HBAR ยังคงไม่สามารถทะลุแนวต้าน แม้มีสัญญาณเงินเข้าบางครั้งก็ตาม

ตราบใดที่ OBV ยังไม่เสถียรและความต้องการ ETF ยังไม่ดีขึ้น การเคลื่อนไหวขึ้นไปมีแนวโน้มที่ยังเปราะบาง

แนวโน้มขาลงและสัญญาณ OBV ชี้โซนเสี่ยง 30%

โครงสร้างราคาของ Hedera ยืนยันถึงภาวะที่เปราะบางนี้อีกด้วย

HBAR ยังคงถูกกักอยู่ในกรอบขาลง ที่นำราคาลดลงตั้งแต่เดือนกันยายน และหากเส้นแนวรับด้านล่างแตกจากกรอบนี้ มีแนวโน้มว่าจะลงต่ออีกราว 30%

แนวรับแรกสำคัญอยู่ที่บริเวณ 0.080-0.076 USD ซึ่งโซนนี้ดำรงมาตั้งแต่การปรับฐานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม หากราคาปิดรายวันต่ำกว่านี้จะยิ่งทำให้โครงสร้างอ่อนแอ และถัดลงไปแนวรับถัดไปอยู่ที่ 0.062 USD โดยอิงจาก Fibonacci extensions ที่ทิศทางขาลง

วิเคราะห์ราคา HBAR: TradingView

ถ้าระดับนี้แตก การคาดการณ์ตามกรอบขาลงบ่งบอกถึงเป้าหมายที่ 0.043 USD ซึ่งจะเปิดทางสู่ขาลงอีก 30% ส่วนด้านบนโอกาสฟื้นตัวยังคงเป็นเรื่องยาก

HBAR ต้องทวงคืนระดับ 0.107 USD ให้ได้ก่อน และต้องขึ้นไปเหนือ 0.134 USD เพื่อฝ่าออกจากกรอบขาลงนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ:

TVL ฟื้นตัวต่อเนื่อง

มีเงินไหลเข้าสู่ ETF อย่างสม่ำเสมอ

หากขาดทั้งสองปัจจัยนี้ ทุกความพยายามในการรีบาวด์ราคาของ HBAR ก็มีแนวโน้มจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ราคา BNB แตะจุดต่ำสุดในรอบ 7 เดือน—ที่อยู่ใหม่ 1 ล้านจะช่วยให้ฟื้นตัวหรือไม่BNB ได้เผชิญกับการปรับฐานอย่างรุนแรง โดยราคาปรับตัวลงจาก 900 USD เหลือใกล้ 700 USD ในช่วงที่ผ่านมา การปรับตัวลงนี้ทำให้กำไรที่สะสมมาตลอดหลายเดือนหายไป และผลักดันสินทรัพย์ลงสู่จุดต่ำสุดในรอบเจ็ดเดือน ในขณะที่แรงขายยังคงเป็นปัจจัยหลัก แต่ขาลงอาจยังไม่สิ้นสุด หากพฤติกรรมผู้ถือไม่เปลี่ยนแปลง แนวโน้มใหม่บนเครือข่ายชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ BNB พบกระแสผู้ถือรายใหม่เพิ่มขึ้นมาก กิจกรรมบนเครือข่ายของ BNB ยังคงแสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาจะตกลงอย่างรุนแรง การสร้างแอดเดรสใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยแตะ 1.3 ล้านแอดเดรสต่อวัน แม้ในตอนนี้ เครือข่ายก็ยังเพิ่มผู้ใช้ใหม่มากกว่า 1 ล้านแอดเดรสต่อวัน การเติบโตนี้แสดงถึงความสนใจต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน แอดเดรสใหม่ถือว่าสำคัญ เพราะบ่อยครั้งหมายถึงเงินทุนใหม่ที่เข้าสู่ระบบนิเวศ ในขณะที่ผู้ถือเดิมกำลังเผชิญแรงขาย ผู้เข้าร่วมรายใหม่อาจช่วยดูดซับอุปทาน ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการเติบโตเครือข่ายที่แข็งแกร่งในช่วงปรับฐานเคยช่วยสนับสนุนเสถียรภาพ สำหรับ BNB กระแสเงินใหม่นี้อาจสมดุลกับการกระจายเหรียญ หากความสนใจซื้อยังคงอยู่ ต้องการข้อมูลโทเคนแบบนี้เพิ่มเติมใช่ไหม? สมัครรับจดหมายข่าวคริปโตประจำวันของบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่นี่ แอดเดรสใหม่ของ BNB ที่มา: Glassnode แม้การมีส่วนร่วมบนเชนจะปรับตัวดีขึ้น แต่ข้อมูลอนุพันธ์ก็ยังคงเป็นขาลง โพซิชั่นในตลาดฟิวเจอร์สบ่งชี้ความเสี่ยงขาลงอย่างชัดเจน แผนที่การลิควิดเงินแสดงให้เห็นการใช้เลเวอเรจฝั่งชอร์ตประมาณ 43 ล้าน USD เมื่อเทียบกับฝั่งลองเพียง 6 ล้าน USD ความไม่สมดุลนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นขาลงอย่างสูงในหมู่นักเก็งกำไรที่ใช้เลเวอเรจ โพซิชั่นแบบนี้มักจะเพิ่มความผันผวน หากราคายังปรับตัวลดลงต่อไป อาจเกิดการลิควิดฝั่งลองอย่างรวดเร็ว แผนที่ลิควิดแสดงให้เห็นการรวมของสัญญาลองที่ 682 USD ซึ่งเป็นแนวรับถัดไปของ BNB หากสูญเสียแนวรับนี้ จะเกิดการลิควิดฝั่งลองอีก 3.07 ล้าน USD สำหรับขณะนี้ ควรระวังเนื่องจากความครอบงำของโพซิชั่นขาลง แผนที่ลิควิดของ BNB ที่มา: Coinglass ราคาของ BNB อาจปรับฐานต่อเนื่อง ราคา BNB ลดลง 22.5% ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาและกำลังซื้อขายใกล้ 698 USD ณ เวลาที่เขียนนี้ ซึ่งตัวชี้วัดทางเทคนิคบ่งชี้ถึงความอ่อนแอที่ต่อเนื่อง โดยเครื่องมือ Fibonacci Extension ชี้ให้เห็นว่า 682 USD เป็นระดับแนวรับสำคัญถัดไป ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพของราคาในระยะสั้น แต่ถ้าสภาวะตลาดโดยรวมยังคงเป็นขาลง ความเสี่ยงขาลงจะสูงขึ้น และการชำระบัญชีอย่างต่อเนื่องหรือ ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันราคา BNB ให้ต่ำกว่า 682 USD การทะลุต่ำกว่าระดับนี้อาจส่งผลให้ราคาไหลไปที่ 650 USD หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งการเคลื่อนไหวเช่นนี้จะสร้างความสูญเสียที่หนักขึ้นและย้ำให้เห็นถึงแนวโน้มขาลงในกลุ่มนักลงทุนระยะสั้น วิเคราะห์ราคาของ BNB ที่มา: TradingView อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดเงินทุนไหลเข้ามาช่วยชดเชยแรงกดดันขาลง ความต้องการที่แข็งแกร่งอาจช่วยให้ BNB กลับไปยืนเหนือ 735 USD และขยับขึ้นสู่ 768 USD ได้ เมื่อเปลี่ยนระดับ 768 USD ให้เป็นแนวรับจะถือเป็นการยกเลิกแนวโน้มขาลง ดังนั้นในกรณีนี้ ราคาของ BNB อาจฟื้นตัวขึ้นสู่ 821 USD สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาอีกครั้ง

ราคา BNB แตะจุดต่ำสุดในรอบ 7 เดือน—ที่อยู่ใหม่ 1 ล้านจะช่วยให้ฟื้นตัวหรือไม่

BNB ได้เผชิญกับการปรับฐานอย่างรุนแรง โดยราคาปรับตัวลงจาก 900 USD เหลือใกล้ 700 USD ในช่วงที่ผ่านมา การปรับตัวลงนี้ทำให้กำไรที่สะสมมาตลอดหลายเดือนหายไป และผลักดันสินทรัพย์ลงสู่จุดต่ำสุดในรอบเจ็ดเดือน

ในขณะที่แรงขายยังคงเป็นปัจจัยหลัก แต่ขาลงอาจยังไม่สิ้นสุด หากพฤติกรรมผู้ถือไม่เปลี่ยนแปลง แนวโน้มใหม่บนเครือข่ายชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้

BNB พบกระแสผู้ถือรายใหม่เพิ่มขึ้นมาก

กิจกรรมบนเครือข่ายของ BNB ยังคงแสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาจะตกลงอย่างรุนแรง การสร้างแอดเดรสใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยแตะ 1.3 ล้านแอดเดรสต่อวัน แม้ในตอนนี้ เครือข่ายก็ยังเพิ่มผู้ใช้ใหม่มากกว่า 1 ล้านแอดเดรสต่อวัน การเติบโตนี้แสดงถึงความสนใจต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

แอดเดรสใหม่ถือว่าสำคัญ เพราะบ่อยครั้งหมายถึงเงินทุนใหม่ที่เข้าสู่ระบบนิเวศ ในขณะที่ผู้ถือเดิมกำลังเผชิญแรงขาย ผู้เข้าร่วมรายใหม่อาจช่วยดูดซับอุปทาน ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการเติบโตเครือข่ายที่แข็งแกร่งในช่วงปรับฐานเคยช่วยสนับสนุนเสถียรภาพ สำหรับ BNB กระแสเงินใหม่นี้อาจสมดุลกับการกระจายเหรียญ หากความสนใจซื้อยังคงอยู่

ต้องการข้อมูลโทเคนแบบนี้เพิ่มเติมใช่ไหม? สมัครรับจดหมายข่าวคริปโตประจำวันของบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่นี่

แอดเดรสใหม่ของ BNB ที่มา: Glassnode

แม้การมีส่วนร่วมบนเชนจะปรับตัวดีขึ้น แต่ข้อมูลอนุพันธ์ก็ยังคงเป็นขาลง โพซิชั่นในตลาดฟิวเจอร์สบ่งชี้ความเสี่ยงขาลงอย่างชัดเจน แผนที่การลิควิดเงินแสดงให้เห็นการใช้เลเวอเรจฝั่งชอร์ตประมาณ 43 ล้าน USD เมื่อเทียบกับฝั่งลองเพียง 6 ล้าน USD ความไม่สมดุลนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นขาลงอย่างสูงในหมู่นักเก็งกำไรที่ใช้เลเวอเรจ

โพซิชั่นแบบนี้มักจะเพิ่มความผันผวน หากราคายังปรับตัวลดลงต่อไป อาจเกิดการลิควิดฝั่งลองอย่างรวดเร็ว แผนที่ลิควิดแสดงให้เห็นการรวมของสัญญาลองที่ 682 USD ซึ่งเป็นแนวรับถัดไปของ BNB หากสูญเสียแนวรับนี้ จะเกิดการลิควิดฝั่งลองอีก 3.07 ล้าน USD สำหรับขณะนี้ ควรระวังเนื่องจากความครอบงำของโพซิชั่นขาลง

แผนที่ลิควิดของ BNB ที่มา: Coinglass ราคาของ BNB อาจปรับฐานต่อเนื่อง

ราคา BNB ลดลง 22.5% ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาและกำลังซื้อขายใกล้ 698 USD ณ เวลาที่เขียนนี้ ซึ่งตัวชี้วัดทางเทคนิคบ่งชี้ถึงความอ่อนแอที่ต่อเนื่อง โดยเครื่องมือ Fibonacci Extension ชี้ให้เห็นว่า 682 USD เป็นระดับแนวรับสำคัญถัดไป ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพของราคาในระยะสั้น

แต่ถ้าสภาวะตลาดโดยรวมยังคงเป็นขาลง ความเสี่ยงขาลงจะสูงขึ้น และการชำระบัญชีอย่างต่อเนื่องหรือ ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันราคา BNB ให้ต่ำกว่า 682 USD การทะลุต่ำกว่าระดับนี้อาจส่งผลให้ราคาไหลไปที่ 650 USD หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งการเคลื่อนไหวเช่นนี้จะสร้างความสูญเสียที่หนักขึ้นและย้ำให้เห็นถึงแนวโน้มขาลงในกลุ่มนักลงทุนระยะสั้น

วิเคราะห์ราคาของ BNB ที่มา: TradingView

อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดเงินทุนไหลเข้ามาช่วยชดเชยแรงกดดันขาลง ความต้องการที่แข็งแกร่งอาจช่วยให้ BNB กลับไปยืนเหนือ 735 USD และขยับขึ้นสู่ 768 USD ได้ เมื่อเปลี่ยนระดับ 768 USD ให้เป็นแนวรับจะถือเป็นการยกเลิกแนวโน้มขาลง ดังนั้นในกรณีนี้ ราคาของ BNB อาจฟื้นตัวขึ้นสู่ 821 USD สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาอีกครั้ง
บิตคอยน์ร่วง เจพีมอร์แกนมองศักยภาพระยะยาวเหนือทองคำ | ข่าวคริปโตสหรัฐยินดีต้อนรับสู่ US Crypto News Morning Briefing—บทสรุปสำคัญประจำวันที่คุณต้องรู้สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการคริปโต ขอเชิญรับกาแฟสักถ้วยแล้วนั่งสบาย ๆ เพราะตลาดช่วงนี้เปรียบเหมือนรถไฟเหาะ Bitcoin กำลังเคลื่อนไหว หุ้นก็ปรับตัวเปลี่ยนแปลง และข่าวสารก็เข้ามาอย่างรวดเร็ว ขณะที่นักลงทุนบางคนขอหยุดรอดู หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด พยายามอ่านสัญญาณลึก ๆ ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ข่าวคริปโตวันนี้ Bitcoin ร่วงต่ำกว่า USD 68,000 จากการลดเลเวอเรจแบบบังคับ Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 70,000 USD ในวันพฤหัสบดี ก่อนจะลงไปต่ำกว่า 68,000 USD ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยทดสอบเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2024 ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นขณะที่ แรงขายทวีความรุนแรงในตลาดคริปโต แรงเทขายในตลาดคริปโต ที่มา: CoinGecko การร่วงลงนี้คิดเป็นประมาณ 45% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม ซึ่งได้รับแรงกดดันจาก กระแสเงินไหลออกจาก ETF อุปสงค์ที่ลดลง และเข้าสู่ช่วง “forced deleveraging” ในตลาดฟิวเจอร์ส …เมื่ออุปสงค์ลดลง การไหลเข้า ETF แทบไม่มี และตลาดฟิวเจอร์สเข้าสู่ช่วง “forced deleveraging” นักวิเคราะห์กล่าวว่าปริมาณการซื้อขายที่อ่อนแอและแรงขายต่อเนื่องทำให้นักลงทุนหลายคนตัดขาดทุนออก แม้เครื่องมือชี้วัดทางเทคนิคจะแสดงภาวะขายมากเกินไป, Walter Deaton กล่าว ด้วยปริมาณซื้อขายที่ต่ำและแรงขายต่อเนื่อง หลายคนจึงตัดสินใจขายขาดทุน แม้สัญญาณทางเทคนิคจะชี้ภาวะขายมากเกินไปก็ตาม อย่างไรก็ตาม แม้จะผันผวนในระยะสั้น JPMorgan ยังคงมีมุมมองเชิงบวกกับศักยภาพของ Bitcoin ในระยะยาวเมื่อเทียบกับทองคำ ธนาคารกล่าวว่า BTC ตอนนี้ซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ที่ประมาณ 87,000 USD ซึ่งเป็นระดับที่เคยถือเป็นแนวรับสำคัญในอดีต และความผันผวนของมันเทียบกับทองคำยังลดลงแตะจุดต่ำเป็นประวัติการณ์ …การที่ทองคำทำผลตอบแทนได้ดีกว่า Bitcoin อย่างมากตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประกอบกับความผันผวนของทองคำที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ Bitcoin ดูน่าสนใจกว่าทองคำในระยะยาว, MarketWatch รายงานโดยอ้างอิงความเห็นของ Nikolaos Panigirtzoglou นักกลยุทธ์เชิงปริมาณของ JPMorgan ตามข้อมูลของธนาคาร โปรไฟล์ความเสี่ยงที่ปรับปรุงใหม่นี้ชี้ให้เห็นโอกาสการเติบโตที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่พร้อมถือครองระยะยาวหลายปี ดัชนีความเครียดในตลาดสะท้อนถึงความเปราะบางของสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ข้อมูลจาก Glassnode แสดงให้เห็นว่าดัชนี capitulation ของ Bitcoin มีการพุ่งขึ้นครั้งที่สองในรอบสองปี ซึ่งสะท้อนถึงการขายที่ถูกบังคับอย่างรุนแรงและการลดความเสี่ยงในอัตราเร่งจากผู้เข้าร่วมตลาด ดัชนี Capitulation และราคาของ Bitcoin ที่มา: Glassnode ขณะเดียวกัน ควรสังเกตว่า Bitcoin ได้สูญเสียกำไรทั้งหมดตั้งแต่ Donald Trump ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการลบการปรับตัวขึ้น 78% หลังผลเลือกตั้ง และตอกย้ำถึงความผันผวนที่ต่อเนื่อง หุ้นคริปโตร่วงท่ามกลางการเทขาย Bitcoin และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในไทย หุ้นในกลุ่มคริปโตสะท้อนถึงความอ่อนแอที่กว้างกว่าของ Bitcoin ด้วย หุ้นของ Coinbase, Riot, Marathon และ Strategy ร่วงลงระหว่าง 5% ถึง 7% ก่อนตลาดเปิด หลังจากราคาหลุดต่ำกว่า 70,000 USD ขณะที่กองทุน ETF ก็ลดลงมากกว่า 5% เช่นกัน การปรับตัวลงของตลาดคริปโตเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางมหภาคที่กว้างขึ้น โดยการปลดพนักงานในเดือนมกราคมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 205% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 108,435 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดสำหรับเดือนมกราคมตั้งแต่ปี 2009 ตามข้อมูลจาก Challenger, Gray & Christmas การปลดพนักงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคขนส่ง ซึ่ง UPS นำมาเป็นอันดับหนึ่ง และภาคเทคโนโลยี โดย Amazon ประกาศปลด 16,000 ตำแหน่ง ภาคสุขภาพเองก็มีการลดจำนวนอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน ขณะเดียวกัน กฎหมายคุ้มครองแรงงานของรัฐบาลกลางก็มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยรัฐบาล Donald Trump ปฏิรูประเบียบที่มีผลกระทบกับข้าราชการ 50,000 คน และจำนวนผู้ว่างงานที่ยังคงขอรับสิทธิประโยชน์ยังอยู่ในระดับสูงถึง 1.84 ล้านคน ตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ตลาดหุ้นเองก็เผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนเช่นเดียวกัน BMO Capital Markets คาดการณ์ว่า S&P 500 อาจแตะ 7,380 จุดภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนคาดการณ์ 8% บริษัทมีมุมมองเชิงบวกกับกลุ่มวัฏจักร เช่น อุตสาหกรรม สินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน และการเงิน ในขณะที่ให้น้ำหนักน้อยกับกลุ่มป้องกันเงินเฟ้อยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก แม้ว่านโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกจะยังคงให้การสนับสนุนอยู่ก็ตาม เมื่อพิจารณาทุกด้านดังกล่าว นักลงทุน Bitcoin และตลาดการเงินโดยรวมจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุลอย่างระมัดระวัง เงื่อนไขทางเทคนิคที่ขายมากเกินไปและความผันผวนสัมพัทธ์ต่ำ บ่งชี้ถึงโอกาสในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แรงกดดันในทันทีจากตำแหน่งที่ใช้ Leverage รายใหญ่ เงินไหลออกจาก ETF และความไม่แน่นอนของปัจจัยมหภาค ยังคงสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่น การวิเคราะห์ของ JPMorgan ชี้ว่าผู้ถือสินทรัพย์ระยะยาวอาจได้รับกำไร แต่แนวโน้มระยะสั้นยังคงผันผวน สะท้อนถึงตลาดที่กำลังปรับสมดุลใหม่ กราฟเด่นประจำวัน ประสิทธิภาพของราคา Bitcoin ที่มา: TradingView อัปเดต Alpha สั้นๆ นี่คือสรุปข่าวคริปโตสหรัฐอเมริกาที่คุณควรติดตามวันนี้: การปล่อยกู้ Ethereum แตะ 28 พันล้าน USD หลัง Aave ได้แสดงให้เห็นว่า DeFi ป้องกันวิกฤตได้ ในช่วงตลาดพังสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาของ Solana เข้าใกล้ 90 USD แต่ผู้ซื้อระยะยาวก็ยังคงสะสมสินทรัพย์นี้อยู่ สภาคองเกรสตั้งคำถามว่ากระทรวงการคลังจะช่วยเหลือ Bitcoin หรือไม่—การโต้ตอบแปลกๆ นี้เน้นถึงภูมิคุ้มกันระดับสหพันธ์ของคริปโต บริษัทคลัง XRP Evernorth ขาดทุนถึง 380 ล้าน USD จากราคาที่อ่อนแรง Bitcoin ร่วงต่ำกว่าระดับแนวรับ 70,000 USD ความเสี่ยงขาลง 37% ปรากฏขึ้น กิจกรรมบนเครือข่าย Ethereum แตะจุดสูงสุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นขาขึ้นเสมอไป Tether มียอดผู้ใช้ทะลุ 500 ล้านคนและเติบโตอย่างรวดเร็ว—แต่ความกังวลเรื่องความเสี่ยงและราคาคงที่ยังคงอยู่ ภาพรวมตลาดล่วงหน้าหุ้นคริปโตในไทย บริษัทราคาปิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ภาพรวมก่อนตลาดเปิดStrategy (MSTR)USD129.09USD120.78 (-6.58%)Coinbase (COIN)USD168.62USD159.42 (-5.46%)Galaxy Digital Holdings (GLXY)USD20.16USD19.10 (-5.26%)MARA Holdings (MARA)USD8.28USD7.81 (-5.68%)Riot Platforms (RIOT)USD14.14USD13.36 (-5.51%)Core Scientific (CORZ)USD16.15USD15.50 (-4.02%) การแข่งขันตลาดหุ้นกลุ่มคริปโตเปิดทำการ: Google Finance

บิตคอยน์ร่วง เจพีมอร์แกนมองศักยภาพระยะยาวเหนือทองคำ | ข่าวคริปโตสหรัฐ

ยินดีต้อนรับสู่ US Crypto News Morning Briefing—บทสรุปสำคัญประจำวันที่คุณต้องรู้สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการคริปโต

ขอเชิญรับกาแฟสักถ้วยแล้วนั่งสบาย ๆ เพราะตลาดช่วงนี้เปรียบเหมือนรถไฟเหาะ Bitcoin กำลังเคลื่อนไหว หุ้นก็ปรับตัวเปลี่ยนแปลง และข่าวสารก็เข้ามาอย่างรวดเร็ว ขณะที่นักลงทุนบางคนขอหยุดรอดู หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด พยายามอ่านสัญญาณลึก ๆ ท่ามกลางความวุ่นวายนี้

ข่าวคริปโตวันนี้ Bitcoin ร่วงต่ำกว่า USD 68,000 จากการลดเลเวอเรจแบบบังคับ

Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 70,000 USD ในวันพฤหัสบดี ก่อนจะลงไปต่ำกว่า 68,000 USD ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยทดสอบเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2024 ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นขณะที่ แรงขายทวีความรุนแรงในตลาดคริปโต

แรงเทขายในตลาดคริปโต ที่มา: CoinGecko

การร่วงลงนี้คิดเป็นประมาณ 45% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม ซึ่งได้รับแรงกดดันจาก กระแสเงินไหลออกจาก ETF อุปสงค์ที่ลดลง และเข้าสู่ช่วง “forced deleveraging” ในตลาดฟิวเจอร์ส

…เมื่ออุปสงค์ลดลง การไหลเข้า ETF แทบไม่มี และตลาดฟิวเจอร์สเข้าสู่ช่วง “forced deleveraging” นักวิเคราะห์กล่าวว่าปริมาณการซื้อขายที่อ่อนแอและแรงขายต่อเนื่องทำให้นักลงทุนหลายคนตัดขาดทุนออก แม้เครื่องมือชี้วัดทางเทคนิคจะแสดงภาวะขายมากเกินไป, Walter Deaton กล่าว

ด้วยปริมาณซื้อขายที่ต่ำและแรงขายต่อเนื่อง หลายคนจึงตัดสินใจขายขาดทุน แม้สัญญาณทางเทคนิคจะชี้ภาวะขายมากเกินไปก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้จะผันผวนในระยะสั้น JPMorgan ยังคงมีมุมมองเชิงบวกกับศักยภาพของ Bitcoin ในระยะยาวเมื่อเทียบกับทองคำ

ธนาคารกล่าวว่า BTC ตอนนี้ซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ที่ประมาณ 87,000 USD ซึ่งเป็นระดับที่เคยถือเป็นแนวรับสำคัญในอดีต และความผันผวนของมันเทียบกับทองคำยังลดลงแตะจุดต่ำเป็นประวัติการณ์

…การที่ทองคำทำผลตอบแทนได้ดีกว่า Bitcoin อย่างมากตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประกอบกับความผันผวนของทองคำที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ Bitcoin ดูน่าสนใจกว่าทองคำในระยะยาว, MarketWatch รายงานโดยอ้างอิงความเห็นของ Nikolaos Panigirtzoglou นักกลยุทธ์เชิงปริมาณของ JPMorgan

ตามข้อมูลของธนาคาร โปรไฟล์ความเสี่ยงที่ปรับปรุงใหม่นี้ชี้ให้เห็นโอกาสการเติบโตที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่พร้อมถือครองระยะยาวหลายปี

ดัชนีความเครียดในตลาดสะท้อนถึงความเปราะบางของสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ข้อมูลจาก Glassnode แสดงให้เห็นว่าดัชนี capitulation ของ Bitcoin มีการพุ่งขึ้นครั้งที่สองในรอบสองปี ซึ่งสะท้อนถึงการขายที่ถูกบังคับอย่างรุนแรงและการลดความเสี่ยงในอัตราเร่งจากผู้เข้าร่วมตลาด

ดัชนี Capitulation และราคาของ Bitcoin ที่มา: Glassnode

ขณะเดียวกัน ควรสังเกตว่า Bitcoin ได้สูญเสียกำไรทั้งหมดตั้งแต่ Donald Trump ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการลบการปรับตัวขึ้น 78% หลังผลเลือกตั้ง และตอกย้ำถึงความผันผวนที่ต่อเนื่อง

หุ้นคริปโตร่วงท่ามกลางการเทขาย Bitcoin และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในไทย

หุ้นในกลุ่มคริปโตสะท้อนถึงความอ่อนแอที่กว้างกว่าของ Bitcoin ด้วย หุ้นของ Coinbase, Riot, Marathon และ Strategy ร่วงลงระหว่าง 5% ถึง 7% ก่อนตลาดเปิด หลังจากราคาหลุดต่ำกว่า 70,000 USD ขณะที่กองทุน ETF ก็ลดลงมากกว่า 5% เช่นกัน

การปรับตัวลงของตลาดคริปโตเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางมหภาคที่กว้างขึ้น โดยการปลดพนักงานในเดือนมกราคมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 205% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 108,435 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดสำหรับเดือนมกราคมตั้งแต่ปี 2009 ตามข้อมูลจาก Challenger, Gray & Christmas

การปลดพนักงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคขนส่ง ซึ่ง UPS นำมาเป็นอันดับหนึ่ง และภาคเทคโนโลยี โดย Amazon ประกาศปลด 16,000 ตำแหน่ง ภาคสุขภาพเองก็มีการลดจำนวนอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

ขณะเดียวกัน กฎหมายคุ้มครองแรงงานของรัฐบาลกลางก็มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยรัฐบาล Donald Trump ปฏิรูประเบียบที่มีผลกระทบกับข้าราชการ 50,000 คน และจำนวนผู้ว่างงานที่ยังคงขอรับสิทธิประโยชน์ยังอยู่ในระดับสูงถึง 1.84 ล้านคน ตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นเองก็เผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนเช่นเดียวกัน BMO Capital Markets คาดการณ์ว่า S&P 500 อาจแตะ 7,380 จุดภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนคาดการณ์ 8%

บริษัทมีมุมมองเชิงบวกกับกลุ่มวัฏจักร เช่น อุตสาหกรรม สินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน และการเงิน ในขณะที่ให้น้ำหนักน้อยกับกลุ่มป้องกันเงินเฟ้อยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก แม้ว่านโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกจะยังคงให้การสนับสนุนอยู่ก็ตาม

เมื่อพิจารณาทุกด้านดังกล่าว นักลงทุน Bitcoin และตลาดการเงินโดยรวมจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุลอย่างระมัดระวัง

เงื่อนไขทางเทคนิคที่ขายมากเกินไปและความผันผวนสัมพัทธ์ต่ำ บ่งชี้ถึงโอกาสในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันในทันทีจากตำแหน่งที่ใช้ Leverage รายใหญ่ เงินไหลออกจาก ETF และความไม่แน่นอนของปัจจัยมหภาค ยังคงสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่น

การวิเคราะห์ของ JPMorgan ชี้ว่าผู้ถือสินทรัพย์ระยะยาวอาจได้รับกำไร แต่แนวโน้มระยะสั้นยังคงผันผวน สะท้อนถึงตลาดที่กำลังปรับสมดุลใหม่

กราฟเด่นประจำวัน

ประสิทธิภาพของราคา Bitcoin ที่มา: TradingView อัปเดต Alpha สั้นๆ

นี่คือสรุปข่าวคริปโตสหรัฐอเมริกาที่คุณควรติดตามวันนี้:

การปล่อยกู้ Ethereum แตะ 28 พันล้าน USD หลัง Aave ได้แสดงให้เห็นว่า DeFi ป้องกันวิกฤตได้ ในช่วงตลาดพังสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ราคาของ Solana เข้าใกล้ 90 USD แต่ผู้ซื้อระยะยาวก็ยังคงสะสมสินทรัพย์นี้อยู่

สภาคองเกรสตั้งคำถามว่ากระทรวงการคลังจะช่วยเหลือ Bitcoin หรือไม่—การโต้ตอบแปลกๆ นี้เน้นถึงภูมิคุ้มกันระดับสหพันธ์ของคริปโต

บริษัทคลัง XRP Evernorth ขาดทุนถึง 380 ล้าน USD จากราคาที่อ่อนแรง

Bitcoin ร่วงต่ำกว่าระดับแนวรับ 70,000 USD ความเสี่ยงขาลง 37% ปรากฏขึ้น

กิจกรรมบนเครือข่าย Ethereum แตะจุดสูงสุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นขาขึ้นเสมอไป

Tether มียอดผู้ใช้ทะลุ 500 ล้านคนและเติบโตอย่างรวดเร็ว—แต่ความกังวลเรื่องความเสี่ยงและราคาคงที่ยังคงอยู่

ภาพรวมตลาดล่วงหน้าหุ้นคริปโตในไทย

บริษัทราคาปิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ภาพรวมก่อนตลาดเปิดStrategy (MSTR)USD129.09USD120.78 (-6.58%)Coinbase (COIN)USD168.62USD159.42 (-5.46%)Galaxy Digital Holdings (GLXY)USD20.16USD19.10 (-5.26%)MARA Holdings (MARA)USD8.28USD7.81 (-5.68%)Riot Platforms (RIOT)USD14.14USD13.36 (-5.51%)Core Scientific (CORZ)USD16.15USD15.50 (-4.02%)

การแข่งขันตลาดหุ้นกลุ่มคริปโตเปิดทำการ: Google Finance
MicroStrategy ร่วง 22% ขณะที่บิตคอยน์ขาดทุนสะสม ยังมีโอกาสฟื้นตัวราคาของ MSTR ลดลงเกือบ 22% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการปรับตัวลดลงประมาณ 23% ของบิทคอยน์ในช่วงเดียวกัน เมื่อราคาของบิทคอยน์อ่อนตัวลงมากขึ้น ความกดดันก็เพิ่มขึ้นต่อคลัง BTC ขนาดใหญ่ของ MicroStrategy โดยประมาณการล่าสุดระบุว่าขณะนี้มีผลขาดทุนจากราคาที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงหรือขาดทุน “บนกระดาษ” กว่า 3.5 พันล้าน USD จากการถือครองบิทคอยน์ของบริษัทนี้ การทรุดตัวดังกล่าวส่งผลให้หลายบริษัทในวอลล์สตรีทปรับลดเป้าหมายราคาลง โดยหนึ่งในนักวิเคราะห์รายใหญ่ได้ปรับลดเป้าราคาลงถึง 60% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกราฟทางเทคนิคและเงินทุนหมุนเวียนชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะยาวของ MicroStrategy ยังไม่ถูกทำลายเสียทีเดียว ดังนั้นกราฟจึงกำลังแสดงสัญญาณอะไรบ้าง มาดูกันต่อเลย ลิ่มขาขึ้นและ CMF ที่เพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นว่าเงินทุนรายใหญ่ยังคงเข้าซื้อ แม้จะขาดทุนในช่วงหลังมานี้ กราฟรายวันของ MicroStrategy ก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายในโครงสร้างรูปแบบลิ่มขาลง ซึ่งโดยปกติแล้วมักบ่งชี้ว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง และมีแนวโน้มจะเกิดการรีบาวน์หากสามารถฝ่าแนวต้านขึ้นไปได้ นอกจากนี้ เส้นแนวโน้มด้านบนยังอยู่ใกล้และกำลังใกล้เคียงกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 20 วันอีกด้วย ในอดีต รูปแบบกราฟนี้ทำผลงานได้ดีสำหรับ MSTR โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคมและช่วงกลางเดือนมกราคม หุ้นเคยดีดตัวขึ้น 10% ถึง 15% หลังจากกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 20 วัน หรือ EMA โดย EMA นั้นเป็นเส้นแนวโน้มที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาค่อนข้างรวดเร็ว รูปแบบขาขึ้น: TradingView ดังที่กล่าวไปแล้ว เส้น EMA 20 วันนี้อยู่ใกล้กับขอบบนของลิ่มขาลง ซึ่งหมายความว่าหากแรงซื้อกลับเข้ามา กราฟอาจทะลุแนวต้านได้อย่างรวดเร็ว อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ Chaikin Money Flow หรือ CMF ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่ากลุ่มนักลงทุนรายใหญ่กำลังใส่เงินเข้าหรือนำออกจากสินทรัพย์ โดยอาศัยข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคมเป็นต้นมา ค่า CMF มีทิศทางสูงขึ้น แม้ว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวลดลงก็ตาม เงินทุนขนาดใหญ่กำลังไหลเข้า: TradingView สิ่งนี้ก่อให้เกิดสัญญาณ bullish divergence เพราะถึงแม้ราคาจะลดลง แต่เม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่กลับไหลเข้ามามากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานล่าสุดที่เผยว่า สถานะบิทคอยน์ของ MicroStrategy ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงกว่า 3.5 พันล้าน USD แต่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ต่างไม่ได้เร่งเทขายออกไป ซ้ำยังมีเงินทุนใหม่ที่ค่อย ๆ ไหลเข้ามาอย่างเงียบ ๆ อีกด้วย ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหรียญโทเค็นเพิ่มเติมหรือไม่? ลงทะเบียนเพื่อรับจดหมายข่าวคริปโตประจำวันของบรรณาธิการ Harsh Notariya ที่นี่ เมื่อดูจากรูปแบบลิ่มขาลงควบคู่กับ CMF ที่เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่านักลงทุนสถาบันยังคงจัดสรรเพื่อรอการฟื้นตัว แทนที่จะเทขายหุ้นออกไป เป้าหมายนักวิเคราะห์ลดลงเมื่อ MFI ชี้แรงซื้อรายย่อยอ่อนแอ แม้ว่ากลุ่มเงินลงทุนขนาดใหญ่จะสนับสนุนกลยุทธ์ของ Michael Saylor แต่ภาพรวมความรู้สึกของวอลล์สตรีทกลับอ่อนแอลงอย่างชัดเจน บริษัทผู้ให้บริการทางการเงิน Canaccord Genuity ได้ปรับลดเป้าราคาหุ้น MicroStrategy ลงจาก 474 USD มาเป็น 185 USD ลดลงประมาณ 60% การปรับลดนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลง รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์บริหารคลังด้วยเลเวอเรจของบริษัท ในขณะเดียวกัน บริษัทอื่นๆ ยังคงประเมินหุ้นนี้ว่าเหมาะสำหรับการซื้อ ส่งผลให้เป้าหมายราคาเฉลี่ยยังสูงกว่าราคาปัจจุบันมาก สิ่งนี้จึงก่อให้เกิดความคาดหวังที่แตกต่างอย่างชัดเจน เป้าหมายราคาของ MSTR: TipRanks เมื่อดูจากดัชนี Money Flow Index หรือ MFI เราจะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น MFI ใช้ราคากับปริมาณการซื้อขายเพื่อวัดแรงกดดันทั้งจากฝั่งซื้อและขาย โดยมักถูกใช้ดูว่ากลุ่มนักเก็งกำไรขนาดเล็กกำลังเข้าซื้อในจังหวะราคาตกอย่างแข็งขันหรือยังคงระวังอยู่ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ ราคาหุ้น MicroStrategy ปรับตัวลดลง ซึ่ง MFI ก็ลดลงตามไปด้วย และไม่มีสัญญาณภาวะขาขึ้นที่ชัดเจน นั่นหมายความว่านักลงทุนรายย่อยยังไม่เข้าซื้ออย่างแข็งขัน กล่าวง่ายๆ คือนักลงทุนรายใหญ่ต่างสะสมหุ้น ในขณะที่นักเทรดรายย่อยยังลังเล นักซื้อช่วงราคาตกยังไม่เข้าตลาด: TradingView ความขัดแย้งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ โดยปกติการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนต้องอาศัยแรงซัพพอร์ตทั้งจากสถาบันและนักลงทุนรายย่อย แต่ตอนนี้มีเพียงฝ่ายเดียวที่ชัดเจน ความลังเลนี้อธิบายได้ว่าทำไมนักวิเคราะห์บางรายจึงปรับลดเป้าหมายราคา แม้จะยังมีอีกหลายคนที่มองในแง่ดี ระดับราคา MSTR สำคัญที่ควรจับตาตอนนี้ ชิ้นส่วนสุดท้ายของปริศนานี้มาจากโครงสร้างราคากับระดับแนวรับต่างๆ สำหรับ MicroStrategy จะกลับมามีความแข็งแกร่งทางเทคนิค จะต้องยึดคืนโซน 140 USD ให้ได้ก่อน โดยพื้นที่นี้ทำหน้าที่ทั้งเป็นแนวต้านจิตวิทยาและเป็นตัวยืนยันแนวโน้ม ดังนั้น หากราคาปิดรายวันเหนือ 140 USD อย่างชัดเจน ราคาอาจกลับเข้าใกล้โซนเบรกเอาท์ของลิ่มและอยู่ใกล้เส้น EMA 20 วันด้วย หากการเบรกเอาท์เกิดขึ้น เป้าหมายสำคัญถัดไปจะอยู่ใกล้ 189 USD โดยระดับนี้มีความสำคัญด้วยสามเหตุผล ได้แก่: ประการแรก ระดับนี้สอดคล้องกับโซน Fibonacci retracement หลักซึ่งมักจะเป็นทั้งแนวต้านและแนวรับสำคัญที่ราคามักมีปฏิกิริยา ประการที่สอง ตรงกับเป้าหมายใหม่ของ Canaccord ที่ 185 USD ซึ่งแสดงว่านักวิเคราะห์ต่างก็กำลังจับตาโซนเทคนิคเดียวกันนี้ วิเคราะห์ราคาหุ้น MSTR: TradingView ประการที่สาม ระดับนี้อยู่ใกล้จุดกึ่งกลางของช่วงการสะสมล่าสุด จึงกลายเป็นเป้าหมายธรรมชาติให้ราคามุ่งหน้าไปถ้าทะลุ 189 USD แนวโน้มจากการฟอร์มตัวของ falling wedge ก็จะชี้ไปยัง 225 ถึง 230 USD ซึ่งคิดเป็น upside ราว 63% จากระดับปัจจุบัน และโซนดังกล่าวนี้เองก็สอดคล้องกับเป้าหมายราคาต่ำสุดที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม หาก MicroStrategy ไม่สามารถยึดคืน 140 USD ได้ โครงสร้างขาขึ้นทั้งหมดจะอ่อนแอลงทันที ทำให้ความเสี่ยงขาลงไปถึง 109 USD เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก Bitcoin ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

MicroStrategy ร่วง 22% ขณะที่บิตคอยน์ขาดทุนสะสม ยังมีโอกาสฟื้นตัว

ราคาของ MSTR ลดลงเกือบ 22% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการปรับตัวลดลงประมาณ 23% ของบิทคอยน์ในช่วงเดียวกัน เมื่อราคาของบิทคอยน์อ่อนตัวลงมากขึ้น ความกดดันก็เพิ่มขึ้นต่อคลัง BTC ขนาดใหญ่ของ MicroStrategy โดยประมาณการล่าสุดระบุว่าขณะนี้มีผลขาดทุนจากราคาที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงหรือขาดทุน “บนกระดาษ” กว่า 3.5 พันล้าน USD จากการถือครองบิทคอยน์ของบริษัทนี้

การทรุดตัวดังกล่าวส่งผลให้หลายบริษัทในวอลล์สตรีทปรับลดเป้าหมายราคาลง โดยหนึ่งในนักวิเคราะห์รายใหญ่ได้ปรับลดเป้าราคาลงถึง 60% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกราฟทางเทคนิคและเงินทุนหมุนเวียนชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะยาวของ MicroStrategy ยังไม่ถูกทำลายเสียทีเดียว ดังนั้นกราฟจึงกำลังแสดงสัญญาณอะไรบ้าง มาดูกันต่อเลย

ลิ่มขาขึ้นและ CMF ที่เพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นว่าเงินทุนรายใหญ่ยังคงเข้าซื้อ

แม้จะขาดทุนในช่วงหลังมานี้ กราฟรายวันของ MicroStrategy ก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายในโครงสร้างรูปแบบลิ่มขาลง ซึ่งโดยปกติแล้วมักบ่งชี้ว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง และมีแนวโน้มจะเกิดการรีบาวน์หากสามารถฝ่าแนวต้านขึ้นไปได้ นอกจากนี้ เส้นแนวโน้มด้านบนยังอยู่ใกล้และกำลังใกล้เคียงกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 20 วันอีกด้วย

ในอดีต รูปแบบกราฟนี้ทำผลงานได้ดีสำหรับ MSTR โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคมและช่วงกลางเดือนมกราคม หุ้นเคยดีดตัวขึ้น 10% ถึง 15% หลังจากกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 20 วัน หรือ EMA โดย EMA นั้นเป็นเส้นแนวโน้มที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาค่อนข้างรวดเร็ว

รูปแบบขาขึ้น: TradingView

ดังที่กล่าวไปแล้ว เส้น EMA 20 วันนี้อยู่ใกล้กับขอบบนของลิ่มขาลง ซึ่งหมายความว่าหากแรงซื้อกลับเข้ามา กราฟอาจทะลุแนวต้านได้อย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ Chaikin Money Flow หรือ CMF ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่ากลุ่มนักลงทุนรายใหญ่กำลังใส่เงินเข้าหรือนำออกจากสินทรัพย์ โดยอาศัยข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคมเป็นต้นมา ค่า CMF มีทิศทางสูงขึ้น แม้ว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวลดลงก็ตาม

เงินทุนขนาดใหญ่กำลังไหลเข้า: TradingView

สิ่งนี้ก่อให้เกิดสัญญาณ bullish divergence เพราะถึงแม้ราคาจะลดลง แต่เม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่กลับไหลเข้ามามากขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานล่าสุดที่เผยว่า สถานะบิทคอยน์ของ MicroStrategy ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงกว่า 3.5 พันล้าน USD แต่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ต่างไม่ได้เร่งเทขายออกไป ซ้ำยังมีเงินทุนใหม่ที่ค่อย ๆ ไหลเข้ามาอย่างเงียบ ๆ อีกด้วย

ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหรียญโทเค็นเพิ่มเติมหรือไม่? ลงทะเบียนเพื่อรับจดหมายข่าวคริปโตประจำวันของบรรณาธิการ Harsh Notariya ที่นี่

เมื่อดูจากรูปแบบลิ่มขาลงควบคู่กับ CMF ที่เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่านักลงทุนสถาบันยังคงจัดสรรเพื่อรอการฟื้นตัว แทนที่จะเทขายหุ้นออกไป

เป้าหมายนักวิเคราะห์ลดลงเมื่อ MFI ชี้แรงซื้อรายย่อยอ่อนแอ

แม้ว่ากลุ่มเงินลงทุนขนาดใหญ่จะสนับสนุนกลยุทธ์ของ Michael Saylor แต่ภาพรวมความรู้สึกของวอลล์สตรีทกลับอ่อนแอลงอย่างชัดเจน

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงิน Canaccord Genuity ได้ปรับลดเป้าราคาหุ้น MicroStrategy ลงจาก 474 USD มาเป็น 185 USD ลดลงประมาณ 60% การปรับลดนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลง รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์บริหารคลังด้วยเลเวอเรจของบริษัท

ในขณะเดียวกัน บริษัทอื่นๆ ยังคงประเมินหุ้นนี้ว่าเหมาะสำหรับการซื้อ ส่งผลให้เป้าหมายราคาเฉลี่ยยังสูงกว่าราคาปัจจุบันมาก สิ่งนี้จึงก่อให้เกิดความคาดหวังที่แตกต่างอย่างชัดเจน

เป้าหมายราคาของ MSTR: TipRanks

เมื่อดูจากดัชนี Money Flow Index หรือ MFI เราจะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

MFI ใช้ราคากับปริมาณการซื้อขายเพื่อวัดแรงกดดันทั้งจากฝั่งซื้อและขาย โดยมักถูกใช้ดูว่ากลุ่มนักเก็งกำไรขนาดเล็กกำลังเข้าซื้อในจังหวะราคาตกอย่างแข็งขันหรือยังคงระวังอยู่

ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ ราคาหุ้น MicroStrategy ปรับตัวลดลง ซึ่ง MFI ก็ลดลงตามไปด้วย และไม่มีสัญญาณภาวะขาขึ้นที่ชัดเจน นั่นหมายความว่านักลงทุนรายย่อยยังไม่เข้าซื้ออย่างแข็งขัน กล่าวง่ายๆ คือนักลงทุนรายใหญ่ต่างสะสมหุ้น ในขณะที่นักเทรดรายย่อยยังลังเล

นักซื้อช่วงราคาตกยังไม่เข้าตลาด: TradingView

ความขัดแย้งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ โดยปกติการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนต้องอาศัยแรงซัพพอร์ตทั้งจากสถาบันและนักลงทุนรายย่อย แต่ตอนนี้มีเพียงฝ่ายเดียวที่ชัดเจน

ความลังเลนี้อธิบายได้ว่าทำไมนักวิเคราะห์บางรายจึงปรับลดเป้าหมายราคา แม้จะยังมีอีกหลายคนที่มองในแง่ดี

ระดับราคา MSTR สำคัญที่ควรจับตาตอนนี้

ชิ้นส่วนสุดท้ายของปริศนานี้มาจากโครงสร้างราคากับระดับแนวรับต่างๆ

สำหรับ MicroStrategy จะกลับมามีความแข็งแกร่งทางเทคนิค จะต้องยึดคืนโซน 140 USD ให้ได้ก่อน โดยพื้นที่นี้ทำหน้าที่ทั้งเป็นแนวต้านจิตวิทยาและเป็นตัวยืนยันแนวโน้ม ดังนั้น หากราคาปิดรายวันเหนือ 140 USD อย่างชัดเจน ราคาอาจกลับเข้าใกล้โซนเบรกเอาท์ของลิ่มและอยู่ใกล้เส้น EMA 20 วันด้วย

หากการเบรกเอาท์เกิดขึ้น เป้าหมายสำคัญถัดไปจะอยู่ใกล้ 189 USD โดยระดับนี้มีความสำคัญด้วยสามเหตุผล ได้แก่:

ประการแรก ระดับนี้สอดคล้องกับโซน Fibonacci retracement หลักซึ่งมักจะเป็นทั้งแนวต้านและแนวรับสำคัญที่ราคามักมีปฏิกิริยา ประการที่สอง ตรงกับเป้าหมายใหม่ของ Canaccord ที่ 185 USD ซึ่งแสดงว่านักวิเคราะห์ต่างก็กำลังจับตาโซนเทคนิคเดียวกันนี้

วิเคราะห์ราคาหุ้น MSTR: TradingView

ประการที่สาม ระดับนี้อยู่ใกล้จุดกึ่งกลางของช่วงการสะสมล่าสุด จึงกลายเป็นเป้าหมายธรรมชาติให้ราคามุ่งหน้าไปถ้าทะลุ 189 USD แนวโน้มจากการฟอร์มตัวของ falling wedge ก็จะชี้ไปยัง 225 ถึง 230 USD ซึ่งคิดเป็น upside ราว 63% จากระดับปัจจุบัน และโซนดังกล่าวนี้เองก็สอดคล้องกับเป้าหมายราคาต่ำสุดที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หาก MicroStrategy ไม่สามารถยึดคืน 140 USD ได้ โครงสร้างขาขึ้นทั้งหมดจะอ่อนแอลงทันที ทำให้ความเสี่ยงขาลงไปถึง 109 USD เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก Bitcoin ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
บิตคอยน์ร่วงหลุดแนวรับ 70,000 USD เสี่ยงร่วงต่อ 37%บิทคอยน์เข้าสู่ช่วงวิกฤต หลังจากการปรับฐานล่าสุดที่ฉุดราคาลงใกล้ระดับ 70,000 USD เมื่อมองในภาพรวม แม้ทิศทางนี้จะทำให้ BTC เผชิญกับความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้มีอินดิเคเตอร์ทั้งด้านออนเชนและเทคนิคหลายตัวที่สอดคล้องกับแนวโน้มขาลง อย่างไรก็ตามนักลงทุนรายใหญ่ต่างสะสมเหรียญอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามชะลอหรือย้อนกลับแนวโน้มที่กำลังพัฒนา Bitcoin สูญเสียแนวรับสำคัญบนเครือข่าย บิทคอยน์ได้ลดลงต่ำกว่าค่า True Market Mean เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กันยายน 2023 โดยตัวชี้วัดนี้สะท้อนถึงต้นทุนถัวเฉลี่ยรวมของเหรียญที่มีการหมุนเวียนอยู่ การซื้อขายต่ำกว่าค่านี้แสดงถึงความเชื่อมั่นที่อ่อนลงของผู้เข้าร่วมตลาด และเป็นสัญญาณเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมตลาด การสูญเสียจุดยึดสำคัญนี้ยืนยันถึงความเสื่อมถอยที่ก่อตัวมาตั้งแต่ปลายพฤศจิกายน ในมุมมองระยะกลาง ขณะนี้บิทคอยน์ถูกจำกัดให้อยู่ภายในกรอบมูลค่าที่กว้างขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนขาขึ้นเริ่มอ่อนลง ขณะเดียวกันแรงกดดันขาลงก็ทวีความรุนแรงในหลายช่วงเวลา ต้องการบทวิเคราะห์โทเคนเพิ่มเติมเช่นนี้ไหม? สมัครรับจดหมายข่าว Daily Crypto โดยบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่ ที่นี่ บิทคอยน์ต่ำกว่าค่า True Market Mean ที่มา: Glassnode ด้านขาลง ราคา Realized Price ที่ใกล้ 55,800 USD คือระดับประวัติศาสตร์ที่เงินทุนระยะยาวเริ่มเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ขณะที่ทางขาขึ้น ค่า True Market Mean ประมาณ 80,200 USD ได้กลายเป็นแนวต้านไปแล้ว โครงสร้างนี้จึงจำกัดศักยภาพการฟื้นตัว และเพิ่มความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับลงต่อเนื่อง แนวโน้มมหภาคของบิตคอยน์ชี้ราคาร่วง 37% ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างนี้สอดคล้องกับการตั้งค่าสภาวะขาลงในภาพกว้างที่เห็นชัดบนกราฟ บิทคอยน์กำลังหลุดจากแพทเทิร์น Head and Shoulders ที่ก่อตัวมาหลายเดือน โดยรูปแบบนี้ชี้เป้าขาลงราว 37% หรือประมาณ 51,511 USD หากสำเร็จเต็มที่ การร่วงลงอย่างรวดเร็ว 20% ในสัปดาห์ที่แล้วเร่งการหลุดต่ำลงนี้ ด้วยแรงเทขายที่ฉับพลันยืนยันการเจาะแนวคอของแพทเทิร์น และผลักดันแรงขาลงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเคลื่อนไหวลักษณะนี้มักจะนำไปสู่การปรับลงต่อเนื่องเมื่อสถานะ Long ที่ติดดอยถูกปิดออกจากตลาด บิทคอยน์เตรียมตัวสำหรับการร่วงลง 37% แหล่งที่มา: TradingView แนวรับสำคัญถัดไปที่ต่ำกว่า 70,000 USD จะอยู่ที่ 68,072 USD โดยหากสูญเสียระดับนี้ จะเป็นการยืนยันแนวโน้มขาลง และเมื่อเกิดการทะลุอย่างเด็ดขาด มักจะทำให้เกิดการเทขายเพิ่มเติม เพิ่มความผันผวน รวมถึงเร่งให้ราคาเคลื่อนไหวลงสู่ระดับโครงสร้างที่ต่ำลง วาฬ BTC เข้าซื้อเพื่อกู้วิกฤต แม้สัญญาณขาลงกำลังสะสมมากขึ้น แต่เหล่าวาฬบิทคอยน์กลับพยายามอย่างมากในการป้องกันไม่ให้ราคาลดลงอีก โดยแอดเดรสที่ถือระหว่าง 10,000 ถึง 100,000 BTC ได้สะสมบิทคอยน์กว่า 50,000 BTC ภายในสี่วันเท่านั้น ซึ่งจากราคาปัจจุบันนั้น การสะสมนี้มีมูลค่าเกิน 3.58 พันล้าน USD เลยทีเดียว พฤติกรรมนี้สะท้อนการจัดวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงเทรดเพื่อเก็งกำไร โดยผู้ถือรายใหญ่จะสะสมเหรียญในช่วงที่ตลาดเกิดความกลัว โดยเฉพาะหลังจากการปรับฐานแรง และเมื่อ บิทคอยน์ร่วงต่ำกว่า 75,000 USD ดูเหมือนจะสร้างโซนเข้าเก็บสะสมที่น่าสนใจสำหรับเงินทุนระยะยาว การสะสมของวาฬบิทคอยน์ แหล่งที่มา: Santiment หากวาฬยังคงสะสมอย่างต่อเนื่อง พวกเขาอาจจะดูดซับแรงขายและช่วยให้ราคาคงตัวได้ ซึ่งจากอดีตแล้ว กิจกรรมประเภทนี้ มักนำหน้าการรีบาวด์ระยะสั้น แต่ผลกระทบที่ยั่งยืนจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นตลาดโดยรวม รวมทั้งว่าแรงขายจากรายย่อยจะลดลงหรือไม่ ราคา BTC ใกล้หลุดต่ำกว่า 70,000 USD ราคาบิทคอยน์ซื้อขายใกล้กับ 69,500 USD ในขณะที่เขียนบทความนี้ หลังจากร่วงลง 20% ภายในสัปดาห์เดียว ขณะนี้ BTC ยังไม่ปิดแท่งเทียนรายวันต่ำกว่าระดับแนวรับจิตวิทยา 70,000 USD โดยระดับนี้ทำหน้าที่เป็นโซนอุปสงค์ทุกครั้งที่เกิดการปรับฐาน จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพในระยะสั้น ในแง่มุมระยะสั้นนั้น ความเสี่ยงขาลงยังคงสูง หากเกิดการหลุด 68,442 USD อาจนำไปสู่แรงขายที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งในสถานการณ์นี้ บิทคอยน์มีโอกาสร่วงลงสู่ 65,360 USD และหากเสียแนวรับนั้น อาจเจอกับการไหลลงลึกถึง 62,893 USD วิเคราะห์ราคาบิทคอยน์ ที่มา: TradingView อีกทางเลือกหนึ่ง การสะสมของวาฬอาจมีผลต่อทิศทางของราคา หากสามารถป้องกันระดับ 70,000 USD อย่างสำเร็จ บิทคอยน์อาจฟื้นตัวกลับไปที่ 75,000 USD ได้เลย การยึดระดับนั้นเป็นแนวรับจะทำให้แนวคิดขาลงระยะสั้นใช้ไม่ได้ และเปิดทางไปสู่ 80,000 USD หากแรงโมเมนตัมปรับตัวดีขึ้น

บิตคอยน์ร่วงหลุดแนวรับ 70,000 USD เสี่ยงร่วงต่อ 37%

บิทคอยน์เข้าสู่ช่วงวิกฤต หลังจากการปรับฐานล่าสุดที่ฉุดราคาลงใกล้ระดับ 70,000 USD เมื่อมองในภาพรวม แม้ทิศทางนี้จะทำให้ BTC เผชิญกับความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้น

ขณะนี้มีอินดิเคเตอร์ทั้งด้านออนเชนและเทคนิคหลายตัวที่สอดคล้องกับแนวโน้มขาลง อย่างไรก็ตามนักลงทุนรายใหญ่ต่างสะสมเหรียญอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามชะลอหรือย้อนกลับแนวโน้มที่กำลังพัฒนา

Bitcoin สูญเสียแนวรับสำคัญบนเครือข่าย

บิทคอยน์ได้ลดลงต่ำกว่าค่า True Market Mean เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กันยายน 2023 โดยตัวชี้วัดนี้สะท้อนถึงต้นทุนถัวเฉลี่ยรวมของเหรียญที่มีการหมุนเวียนอยู่ การซื้อขายต่ำกว่าค่านี้แสดงถึงความเชื่อมั่นที่อ่อนลงของผู้เข้าร่วมตลาด และเป็นสัญญาณเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมตลาด

การสูญเสียจุดยึดสำคัญนี้ยืนยันถึงความเสื่อมถอยที่ก่อตัวมาตั้งแต่ปลายพฤศจิกายน ในมุมมองระยะกลาง ขณะนี้บิทคอยน์ถูกจำกัดให้อยู่ภายในกรอบมูลค่าที่กว้างขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนขาขึ้นเริ่มอ่อนลง ขณะเดียวกันแรงกดดันขาลงก็ทวีความรุนแรงในหลายช่วงเวลา

ต้องการบทวิเคราะห์โทเคนเพิ่มเติมเช่นนี้ไหม? สมัครรับจดหมายข่าว Daily Crypto โดยบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่ ที่นี่

บิทคอยน์ต่ำกว่าค่า True Market Mean ที่มา: Glassnode

ด้านขาลง ราคา Realized Price ที่ใกล้ 55,800 USD คือระดับประวัติศาสตร์ที่เงินทุนระยะยาวเริ่มเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ขณะที่ทางขาขึ้น ค่า True Market Mean ประมาณ 80,200 USD ได้กลายเป็นแนวต้านไปแล้ว โครงสร้างนี้จึงจำกัดศักยภาพการฟื้นตัว และเพิ่มความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับลงต่อเนื่อง

แนวโน้มมหภาคของบิตคอยน์ชี้ราคาร่วง 37%

ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างนี้สอดคล้องกับการตั้งค่าสภาวะขาลงในภาพกว้างที่เห็นชัดบนกราฟ บิทคอยน์กำลังหลุดจากแพทเทิร์น Head and Shoulders ที่ก่อตัวมาหลายเดือน โดยรูปแบบนี้ชี้เป้าขาลงราว 37% หรือประมาณ 51,511 USD หากสำเร็จเต็มที่

การร่วงลงอย่างรวดเร็ว 20% ในสัปดาห์ที่แล้วเร่งการหลุดต่ำลงนี้ ด้วยแรงเทขายที่ฉับพลันยืนยันการเจาะแนวคอของแพทเทิร์น และผลักดันแรงขาลงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเคลื่อนไหวลักษณะนี้มักจะนำไปสู่การปรับลงต่อเนื่องเมื่อสถานะ Long ที่ติดดอยถูกปิดออกจากตลาด

บิทคอยน์เตรียมตัวสำหรับการร่วงลง 37% แหล่งที่มา: TradingView

แนวรับสำคัญถัดไปที่ต่ำกว่า 70,000 USD จะอยู่ที่ 68,072 USD โดยหากสูญเสียระดับนี้ จะเป็นการยืนยันแนวโน้มขาลง และเมื่อเกิดการทะลุอย่างเด็ดขาด มักจะทำให้เกิดการเทขายเพิ่มเติม เพิ่มความผันผวน รวมถึงเร่งให้ราคาเคลื่อนไหวลงสู่ระดับโครงสร้างที่ต่ำลง

วาฬ BTC เข้าซื้อเพื่อกู้วิกฤต

แม้สัญญาณขาลงกำลังสะสมมากขึ้น แต่เหล่าวาฬบิทคอยน์กลับพยายามอย่างมากในการป้องกันไม่ให้ราคาลดลงอีก โดยแอดเดรสที่ถือระหว่าง 10,000 ถึง 100,000 BTC ได้สะสมบิทคอยน์กว่า 50,000 BTC ภายในสี่วันเท่านั้น ซึ่งจากราคาปัจจุบันนั้น การสะสมนี้มีมูลค่าเกิน 3.58 พันล้าน USD เลยทีเดียว

พฤติกรรมนี้สะท้อนการจัดวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงเทรดเพื่อเก็งกำไร โดยผู้ถือรายใหญ่จะสะสมเหรียญในช่วงที่ตลาดเกิดความกลัว โดยเฉพาะหลังจากการปรับฐานแรง และเมื่อ บิทคอยน์ร่วงต่ำกว่า 75,000 USD ดูเหมือนจะสร้างโซนเข้าเก็บสะสมที่น่าสนใจสำหรับเงินทุนระยะยาว

การสะสมของวาฬบิทคอยน์ แหล่งที่มา: Santiment

หากวาฬยังคงสะสมอย่างต่อเนื่อง พวกเขาอาจจะดูดซับแรงขายและช่วยให้ราคาคงตัวได้ ซึ่งจากอดีตแล้ว กิจกรรมประเภทนี้ มักนำหน้าการรีบาวด์ระยะสั้น แต่ผลกระทบที่ยั่งยืนจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นตลาดโดยรวม รวมทั้งว่าแรงขายจากรายย่อยจะลดลงหรือไม่

ราคา BTC ใกล้หลุดต่ำกว่า 70,000 USD

ราคาบิทคอยน์ซื้อขายใกล้กับ 69,500 USD ในขณะที่เขียนบทความนี้ หลังจากร่วงลง 20% ภายในสัปดาห์เดียว ขณะนี้ BTC ยังไม่ปิดแท่งเทียนรายวันต่ำกว่าระดับแนวรับจิตวิทยา 70,000 USD โดยระดับนี้ทำหน้าที่เป็นโซนอุปสงค์ทุกครั้งที่เกิดการปรับฐาน จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพในระยะสั้น

ในแง่มุมระยะสั้นนั้น ความเสี่ยงขาลงยังคงสูง หากเกิดการหลุด 68,442 USD อาจนำไปสู่แรงขายที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งในสถานการณ์นี้ บิทคอยน์มีโอกาสร่วงลงสู่ 65,360 USD และหากเสียแนวรับนั้น อาจเจอกับการไหลลงลึกถึง 62,893 USD

วิเคราะห์ราคาบิทคอยน์ ที่มา: TradingView

อีกทางเลือกหนึ่ง การสะสมของวาฬอาจมีผลต่อทิศทางของราคา หากสามารถป้องกันระดับ 70,000 USD อย่างสำเร็จ บิทคอยน์อาจฟื้นตัวกลับไปที่ 75,000 USD ได้เลย การยึดระดับนั้นเป็นแนวรับจะทำให้แนวคิดขาลงระยะสั้นใช้ไม่ได้ และเปิดทางไปสู่ 80,000 USD หากแรงโมเมนตัมปรับตัวดีขึ้น
ข่าวประชาสัมพันธ์คริปโตสร้างตลาดข่าวคู่ขนานที่มีผลต่อราคา ผลวิจัยชี้ปัจจุบัน ข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวตลาดคริปโตเพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากข่าวประชาสัมพันธ์ที่จ่ายเงิน ไม่ใช่นักข่าว การวิเคราะห์ข่าวประชาสัมพันธ์คริปโตจำนวน 2,893 ฉบับ ที่เผยแพร่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2025 แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายเหล่านี้ทำงานเป็นตลาดข่าวขนาน ที่สามารถกำหนดกระแสความรู้สึกและขยับราคาได้ชั่วคราว แม้ก่อนการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเกิดขึ้นก็ตาม มากกว่า 60% ของการปล่อยออกมามาจากโปรเจกต์ความเสี่ยงสูง จาก การศึกษา พบว่า 62% ของข่าวประชาสัมพันธ์ มาจากโปรเจกต์ความเสี่ยงสูง (35.6%) หรือ โปรเจกต์หลอกลวงอย่างชัดเจน (26.9%) ขณะเดียวกัน 27% จัดว่ามีความเสี่ยงต่ำ และ 10% มีความเสี่ยงปานกลาง แตกต่างจากเนื้อหาที่ผ่านการกลั่นกรองโดยนักข่าวซึ่งมีการประเมินความน่าเชื่อถือ สายของข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร่คอนเทนต์ของลูกค้าด้วยการตรวจสอบน้อยมาก สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ข้อมูลที่ชี้นำหรือกล่าวเกินจริงเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ มีเพียง 2% ของข่าวประชาสัมพันธ์ (58 ฉบับ) ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ เช่น การระดมทุน การควบรวมกิจการ หรือการวิจัย เกือบ 50% เป็นการอัปเดตสินค้า หรือฟีเจอร์ใหม่ และ 24% เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย และ การนำเหรียญเข้าแลกเปลี่ยน ซึ่งบ่อยครั้งท่วมท้นตลาดด้วยเนื้อหาซ้ำ ๆ ที่สำนักข่าวที่เชื่อถือได้มักมองข้าม การวิเคราะห์โทนเสียงพบว่า มีเพียง 10% ของข่าวประชาสัมพันธ์ที่เป็นกลาง ในขณะที่ 54% กล่าวเกินจริง และ 19% เน้นโปรโมทอย่างชัดเจน โดยรวมมีประมาณ 70% ที่เต็มไปด้วยถ้อยแถลงเชิงการตลาดอย่างเปิดเผย เช่น คำว่า “ล้ำสมัย” “เปลี่ยนเกม” หรือ “ผู้นำอนาคต Web3” หมวดหมู่% ของทั้งหมดอัปเดตผลิตภัณฑ์ / ฟีเจอร์48.98%การซื้อขาย, การนำเข้าเหรียญ, ตลาดแลกเปลี่ยน23.99%การเปิดตัว Token / Tokenomics14.00%กิจกรรม, สัมมนา, การสนับสนุน6.01%ตัวชี้วัด, การวิจัย, รายงาน3.01%การระดมทุน / VC / การเงินองค์กร2.00%ความภูมิใจ, รางวัล, ชุมชน2.00% ผลกระทบต่อตลาดและความเสี่ยงการชักจูงตลาด แนวปฏิบัติในการเผยแพร่ซ้ำช่วยขยายผลกระทบนี้ หลายแพลตฟอร์มรับประกันการตีพิมพ์ในเว็บไซต์จำนวนมาก รวมทั้งสื่อคริปโตและฟีดข้างจอของเว็บไซต์หลัก ๆ สิ่งนี้เปิดโอกาสให้โปรเจกต์ทั้งหลายอวดสัญลักษณ์ “ถูกนำเสนอโดย” ได้ ข้อจำกัดความรับผิดชอบที่เล็กหรือถูกมองข้าม อาจทำให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจเนื้อหาโปรโมทว่าเป็นรายงานอิสระ เนื้อหาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นนี้สามารถกระตุ้นให้นักลงทุนรายย่อยเริ่มเคลื่อนไหว รวมถึงบอทเทรดดิ้งเชิงอัลกอริทึมเข้ามาในตลาด ส่งผลให้ราคาเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับรู้มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน สถานการณ์นี้สะท้อนกับกลยุทธ์ปั่นหุ้นแบบเดิมในตลาด penny stocks ที่การเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์มักสร้างความต้องการเทียมขึ้นมาก่อนที่บุคคลวงในจะขายหุ้น ดังนั้น การศึกษานี้จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนว่าการมองเห็นไม่ได้หมายถึงการยืนยันข้อมูล โดยข่าวประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะจากโปรเจกต์ที่เสี่ยงสูงหรือใกล้เคียงกับการหลอกลวงควรถูกพิจารณาเป็นสื่อโฆษณาก่อนที่จะตัดสินใจว่าอาจมีผลต่อราคาตลาด และควรใช้ความสงสัยในทุกขั้นตอน

ข่าวประชาสัมพันธ์คริปโตสร้างตลาดข่าวคู่ขนานที่มีผลต่อราคา ผลวิจัยชี้

ปัจจุบัน ข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวตลาดคริปโตเพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากข่าวประชาสัมพันธ์ที่จ่ายเงิน ไม่ใช่นักข่าว

การวิเคราะห์ข่าวประชาสัมพันธ์คริปโตจำนวน 2,893 ฉบับ ที่เผยแพร่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2025 แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายเหล่านี้ทำงานเป็นตลาดข่าวขนาน ที่สามารถกำหนดกระแสความรู้สึกและขยับราคาได้ชั่วคราว แม้ก่อนการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเกิดขึ้นก็ตาม

มากกว่า 60% ของการปล่อยออกมามาจากโปรเจกต์ความเสี่ยงสูง

จาก การศึกษา พบว่า 62% ของข่าวประชาสัมพันธ์ มาจากโปรเจกต์ความเสี่ยงสูง (35.6%) หรือ โปรเจกต์หลอกลวงอย่างชัดเจน (26.9%) ขณะเดียวกัน 27% จัดว่ามีความเสี่ยงต่ำ และ 10% มีความเสี่ยงปานกลาง

แตกต่างจากเนื้อหาที่ผ่านการกลั่นกรองโดยนักข่าวซึ่งมีการประเมินความน่าเชื่อถือ สายของข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร่คอนเทนต์ของลูกค้าด้วยการตรวจสอบน้อยมาก สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ข้อมูลที่ชี้นำหรือกล่าวเกินจริงเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อราคาสินทรัพย์

มีเพียง 2% ของข่าวประชาสัมพันธ์ (58 ฉบับ) ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ เช่น การระดมทุน การควบรวมกิจการ หรือการวิจัย เกือบ 50% เป็นการอัปเดตสินค้า หรือฟีเจอร์ใหม่ และ 24% เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย และ การนำเหรียญเข้าแลกเปลี่ยน ซึ่งบ่อยครั้งท่วมท้นตลาดด้วยเนื้อหาซ้ำ ๆ ที่สำนักข่าวที่เชื่อถือได้มักมองข้าม

การวิเคราะห์โทนเสียงพบว่า มีเพียง 10% ของข่าวประชาสัมพันธ์ที่เป็นกลาง ในขณะที่ 54% กล่าวเกินจริง และ 19% เน้นโปรโมทอย่างชัดเจน

โดยรวมมีประมาณ 70% ที่เต็มไปด้วยถ้อยแถลงเชิงการตลาดอย่างเปิดเผย เช่น คำว่า “ล้ำสมัย” “เปลี่ยนเกม” หรือ “ผู้นำอนาคต Web3”

หมวดหมู่% ของทั้งหมดอัปเดตผลิตภัณฑ์ / ฟีเจอร์48.98%การซื้อขาย, การนำเข้าเหรียญ, ตลาดแลกเปลี่ยน23.99%การเปิดตัว Token / Tokenomics14.00%กิจกรรม, สัมมนา, การสนับสนุน6.01%ตัวชี้วัด, การวิจัย, รายงาน3.01%การระดมทุน / VC / การเงินองค์กร2.00%ความภูมิใจ, รางวัล, ชุมชน2.00%

ผลกระทบต่อตลาดและความเสี่ยงการชักจูงตลาด

แนวปฏิบัติในการเผยแพร่ซ้ำช่วยขยายผลกระทบนี้ หลายแพลตฟอร์มรับประกันการตีพิมพ์ในเว็บไซต์จำนวนมาก รวมทั้งสื่อคริปโตและฟีดข้างจอของเว็บไซต์หลัก ๆ สิ่งนี้เปิดโอกาสให้โปรเจกต์ทั้งหลายอวดสัญลักษณ์ “ถูกนำเสนอโดย” ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบที่เล็กหรือถูกมองข้าม อาจทำให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจเนื้อหาโปรโมทว่าเป็นรายงานอิสระ

เนื้อหาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นนี้สามารถกระตุ้นให้นักลงทุนรายย่อยเริ่มเคลื่อนไหว รวมถึงบอทเทรดดิ้งเชิงอัลกอริทึมเข้ามาในตลาด ส่งผลให้ราคาเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับรู้มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน

สถานการณ์นี้สะท้อนกับกลยุทธ์ปั่นหุ้นแบบเดิมในตลาด penny stocks ที่การเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์มักสร้างความต้องการเทียมขึ้นมาก่อนที่บุคคลวงในจะขายหุ้น

ดังนั้น การศึกษานี้จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนว่าการมองเห็นไม่ได้หมายถึงการยืนยันข้อมูล โดยข่าวประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะจากโปรเจกต์ที่เสี่ยงสูงหรือใกล้เคียงกับการหลอกลวงควรถูกพิจารณาเป็นสื่อโฆษณาก่อนที่จะตัดสินใจว่าอาจมีผลต่อราคาตลาด และควรใช้ความสงสัยในทุกขั้นตอน
ราคา Solana ใกล้แตะ 90 USD แต่นักลงทุนระยะยาวยังคงสะสมSolana ยังคงเผชิญกับแรงขายอย่างต่อเนื่อง หลังจากการเทขายรุนแรง โดยราคากำลังฟอร์มรูปแบบเวจขาลงในกรอบรายวัน โครงสร้างนี้คล้ายกับรูปแบบในวัฏจักรที่แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณของการกลับตัวขึ้นในช่วงขยายตัวขาขึ้นที่มีนัยสำคัญที่ผ่านมา นอกจากความสมมาตรทางเทคนิคแล้ว ตัวชี้วัดมูลค่าบนบล็อกเชนยังส่งสัญญาณด้วยว่า SOL อาจกำลังเข้าสู่ช่วงฐานสะสม เนื่องจากโมเมนตัมขาลงยังคงชะลอตัวลงเรื่อยๆ ผู้ถือ Solana ยังคงเชื่อมั่นขาขึ้น อัตราส่วน Market Value to Realized Value (MVRV) ของ Solana ขณะนี้อยู่ที่ 0.65 ซึ่งทำให้ SOL เข้าสู่โซนราคาต่ำกว่ามูลค่า เป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 และถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบเกือบสองปีครึ่ง MVRV ต่ำกว่าหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ถือครองส่วนใหญ่อยู่ในภาวะขาดทุน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงขั้นสุดท้ายของการปรับฐาน มากกว่าการเป็นจุดเริ่มต้นของการเทขายแบบรุนแรงรอบใหม่ ในอดีต การเคลื่อนไหวแบบบีบตัวต่อเนื่องที่ระดับนี้ได้ลดแรงกดดันฝั่งขาย เนื่องจากขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมีสัดส่วนสูง ผู้ร่วมตลาดแต่ละคนจึงเปลี่ยนจากการเทขายเป็นการรอจังหวะเพื่อกลับสู่ค่าเฉลี่ย สภาพแวดล้อมแบบนี้มักมาก่อนช่วงที่ราคาทรงตัว แม้ว่าราคาจะยังผันผวนในระยะสั้นก็ตาม ต้องการข้อมูลเจาะลึกเกี่ยวกับโทเคนมากกว่านี้ใช่ไหม สมัครรับจดหมายข่าว Crypto รายวันจากบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่นี่ อัตราส่วน Solana MVRV ที่มา: Glassnode แม้ราคาจะปรับตัวลง แต่พฤติกรรมของผู้ถือครองยังแสดงถึงความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การยอมแพ้ ที่สำคัญ ราคาที่เกิดขึ้นจริงของ Solana ยังอยู่สูงกว่าราคาตลาด ซึ่งในอดีตมักสัมพันธ์กับจุดต่ำสุดในภาพรวม ข้อสังเกตเดียวกันนี้เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2025 เมื่อ SOL เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงสะสม ก่อนเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง ช่วงเวลานั้นมีลักษณะเด่นคือการหมุนเวียนทุน ไม่ใช่การเทขายแบบตื่นตระหนก กระแสการไหลของเงินในขณะนี้บ่งชี้ว่ารูปแบบเดียวกันกำลังเกิดขึ้น ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 จนถึงปัจจุบัน นักลงทุนสะสม SOL ประมาณ 5 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ USD 455 ล้าน การดูดซับเหรียญอย่างต่อเนื่องในช่วงอ่อนแรงนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวของกลุ่มผู้ถือรายใหญ่ ซึ่งในอดีต การสะสมอย่างสม่ำเสมอระหว่างการปรับฐาน มักเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ Solana กลับตัวได้ในเทรนด์กลาง ราคา Solana ที่เกิดขึ้นจริงและยอดคงเหลือในกระดานแลกเปลี่ยน ที่มา: Glassnode ราคา SOL ตั้งเป้าทำลายกรอบระยะยาว SOL กำลังซื้อขายใกล้ 90 USD โดยกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ขอบล่างของลิ่มขาลง ซึ่งถือเป็นโซนตัดสินใจสำคัญ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ตั้งค่าสถานการณ์คล้ายกัน ราคาปกป้องบริเวณนี้ก่อนดีดตัวขึ้น สุดท้ายขยายตัวได้ถึง 43% ขณะนี้ พฤติกรรมราคายังคงสอดคล้องกับช่วงเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวดังกล่าว ลิ่มที่มีอยู่ในปัจจุบันบ่งชี้ถึงโอกาสขาขึ้น 31% และมุ่งเป้าไปยังโซน 156 USD อย่างไรก็ตาม การยืนยันการปรับตัวขึ้นต้องอาศัยเงื่อนไขสำคัญ ต้องรอให้ราคาดีดตัวและกลับมายืนเหนือ 104 USD เพื่อยืนยันแนวโน้มขาขึ้น หากทะลุ 122 USD ได้ ก็จะยืนยันการเบรกเอาต์และทำให้ภาพรวมราคาเป็นไปในทิศทางเดียวกับปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลบนเครือข่ายที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น วิเคราะห์ราคาของ Solana ที่มา: TradingView อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงขาลงยังคงต้องคำนึงถึง หากแรงสะสมอ่อนแรงหรือกลับทิศ SOL มีความเสี่ยงที่จะเสียแนวรับที่ 83 USD หากเกิดการหลุดแนวรับนี้อย่างชัดเจน ราคามีโอกาสร่วงลงสู่ 75 USD หรืออาจต่ำกว่านั้น พร้อมยืนยันว่าทิศทางบวกจะหมดไป และแนวโน้มปรับฐานขาลงที่กว้างขึ้นจะยังคงดำเนินต่อไป

ราคา Solana ใกล้แตะ 90 USD แต่นักลงทุนระยะยาวยังคงสะสม

Solana ยังคงเผชิญกับแรงขายอย่างต่อเนื่อง หลังจากการเทขายรุนแรง โดยราคากำลังฟอร์มรูปแบบเวจขาลงในกรอบรายวัน โครงสร้างนี้คล้ายกับรูปแบบในวัฏจักรที่แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณของการกลับตัวขึ้นในช่วงขยายตัวขาขึ้นที่มีนัยสำคัญที่ผ่านมา

นอกจากความสมมาตรทางเทคนิคแล้ว ตัวชี้วัดมูลค่าบนบล็อกเชนยังส่งสัญญาณด้วยว่า SOL อาจกำลังเข้าสู่ช่วงฐานสะสม เนื่องจากโมเมนตัมขาลงยังคงชะลอตัวลงเรื่อยๆ

ผู้ถือ Solana ยังคงเชื่อมั่นขาขึ้น

อัตราส่วน Market Value to Realized Value (MVRV) ของ Solana ขณะนี้อยู่ที่ 0.65 ซึ่งทำให้ SOL เข้าสู่โซนราคาต่ำกว่ามูลค่า เป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 และถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบเกือบสองปีครึ่ง MVRV ต่ำกว่าหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ถือครองส่วนใหญ่อยู่ในภาวะขาดทุน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงขั้นสุดท้ายของการปรับฐาน มากกว่าการเป็นจุดเริ่มต้นของการเทขายแบบรุนแรงรอบใหม่

ในอดีต การเคลื่อนไหวแบบบีบตัวต่อเนื่องที่ระดับนี้ได้ลดแรงกดดันฝั่งขาย เนื่องจากขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมีสัดส่วนสูง ผู้ร่วมตลาดแต่ละคนจึงเปลี่ยนจากการเทขายเป็นการรอจังหวะเพื่อกลับสู่ค่าเฉลี่ย สภาพแวดล้อมแบบนี้มักมาก่อนช่วงที่ราคาทรงตัว แม้ว่าราคาจะยังผันผวนในระยะสั้นก็ตาม

ต้องการข้อมูลเจาะลึกเกี่ยวกับโทเคนมากกว่านี้ใช่ไหม สมัครรับจดหมายข่าว Crypto รายวันจากบรรณาธิการ Harsh Notariya ได้ที่นี่

อัตราส่วน Solana MVRV ที่มา: Glassnode

แม้ราคาจะปรับตัวลง แต่พฤติกรรมของผู้ถือครองยังแสดงถึงความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การยอมแพ้ ที่สำคัญ ราคาที่เกิดขึ้นจริงของ Solana ยังอยู่สูงกว่าราคาตลาด ซึ่งในอดีตมักสัมพันธ์กับจุดต่ำสุดในภาพรวม ข้อสังเกตเดียวกันนี้เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2025 เมื่อ SOL เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงสะสม ก่อนเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง

ช่วงเวลานั้นมีลักษณะเด่นคือการหมุนเวียนทุน ไม่ใช่การเทขายแบบตื่นตระหนก

กระแสการไหลของเงินในขณะนี้บ่งชี้ว่ารูปแบบเดียวกันกำลังเกิดขึ้น ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 จนถึงปัจจุบัน นักลงทุนสะสม SOL ประมาณ 5 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ USD 455 ล้าน การดูดซับเหรียญอย่างต่อเนื่องในช่วงอ่อนแรงนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวของกลุ่มผู้ถือรายใหญ่ ซึ่งในอดีต การสะสมอย่างสม่ำเสมอระหว่างการปรับฐาน มักเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ Solana กลับตัวได้ในเทรนด์กลาง

ราคา Solana ที่เกิดขึ้นจริงและยอดคงเหลือในกระดานแลกเปลี่ยน ที่มา: Glassnode ราคา SOL ตั้งเป้าทำลายกรอบระยะยาว

SOL กำลังซื้อขายใกล้ 90 USD โดยกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ขอบล่างของลิ่มขาลง ซึ่งถือเป็นโซนตัดสินใจสำคัญ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ตั้งค่าสถานการณ์คล้ายกัน ราคาปกป้องบริเวณนี้ก่อนดีดตัวขึ้น สุดท้ายขยายตัวได้ถึง 43% ขณะนี้ พฤติกรรมราคายังคงสอดคล้องกับช่วงเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวดังกล่าว

ลิ่มที่มีอยู่ในปัจจุบันบ่งชี้ถึงโอกาสขาขึ้น 31% และมุ่งเป้าไปยังโซน 156 USD อย่างไรก็ตาม การยืนยันการปรับตัวขึ้นต้องอาศัยเงื่อนไขสำคัญ ต้องรอให้ราคาดีดตัวและกลับมายืนเหนือ 104 USD เพื่อยืนยันแนวโน้มขาขึ้น หากทะลุ 122 USD ได้ ก็จะยืนยันการเบรกเอาต์และทำให้ภาพรวมราคาเป็นไปในทิศทางเดียวกับปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลบนเครือข่ายที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

วิเคราะห์ราคาของ Solana ที่มา: TradingView

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงขาลงยังคงต้องคำนึงถึง หากแรงสะสมอ่อนแรงหรือกลับทิศ SOL มีความเสี่ยงที่จะเสียแนวรับที่ 83 USD หากเกิดการหลุดแนวรับนี้อย่างชัดเจน ราคามีโอกาสร่วงลงสู่ 75 USD หรืออาจต่ำกว่านั้น พร้อมยืนยันว่าทิศทางบวกจะหมดไป และแนวโน้มปรับฐานขาลงที่กว้างขึ้นจะยังคงดำเนินต่อไป
กิจกรรมบนเครือข่ายอีเธอเรียมพุ่งสูง แต่ยังไม่ใช่สัญญาณตลาดกระทิงเครือข่าย Ethereum กำลังอยู่ในช่วงที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้บ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้นเสมอไป ข้อมูล on-chain ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า Ethereum ได้บรรลุหมุดหมายสำคัญโดยยอดการโอนมีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ในอดีต สัญญาณลักษณะนี้ไม่เคยนำไปสู่ผลการปรับตัวของราคาที่ดีเสมอไป นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของ inflow ไปยังศูนย์แลกเปลี่ยนยังทำให้เกิดข้อกังวลว่าความกดดันด้านการขายอาจยังไม่หมดไป สถานการณ์ปัจจุบันของ Ethereum เทียบกับปี 2018 และ 2021 อย่างไร เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ข้อมูลจาก CryptoQuant แสดงว่า Ethereum Transfer Count—จำนวนการโอนเหรียญทั้งหมด—ซึ่งวัดโดยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 14 วัน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.1 ล้านรายการ หากมองเผินๆ ตัวเลขนี้ดูน่าจะเป็นผลดี เพราะแสดงถึงการเติบโตของเครือข่ายที่แข็งแกร่งและการยอมรับ Ethereum ที่กว้างขวางขึ้น จำนวนการโอนของ Ethereum ที่มา: CryptoQuant. แต่เมื่อวิเคราะห์เจาะลึก จะพบว่านี่อาจไม่ใช่สัญญาณขาขึ้นอย่างที่หลายคนคาดหวัง ตรงกันข้าม อาจสะท้อนถึงช่วงการปรับฐานหรือแม้กระทั่งจุดสูงสุดของราคาในรอบนี้ โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ในอดีต นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ชื่อ CryptoOnchain ชี้ให้เห็นถึงสองช่วงเวลาที่กิจกรรมในเครือข่าย Ethereum พุ่งสูง กลายเป็นสัญญาณจุดสูงสุดของตลาด เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2018 ในช่วงจุดสูงสุดของกระแส ICO ปริมาณธุรกรรมของ Ethereum พุ่งขึ้นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน ETH ร่วงจากราว 1,400 USD ลงมาต่ำกว่า 100 USD ภายในสิ้นปี การปรับตัวลงนี้ทำให้ตลาดคริปโตทั้งตลาดเข้าสู่ช่วง “crypto winter” ยาวนานถึงสองปี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2021 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของ DeFi และ NFT ตัวชี้วัดนี้ก็ทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง ตลาดพลิกกลับโดย ETH ร่วงจากระดับกว่า 4,000 USD ลงมาต่ำกว่า 2,000 USD เหตุผลนั้นเข้าใจได้ง่าย การเคลื่อนย้าย ETH เพิ่มขึ้นมักบ่งชี้ว่านักลงทุนหลายคนต่างถอนเหรียญออกจากวอลเล็ต โดยในหลายกรณีเป็นรายการธุรกรรมขนาดใหญ่ พฤติกรรมนี้สะท้อนความพยายามในการขายท่ามกลางความคาดหวังในอนาคตที่เริ่มไม่สดใส สถานการณ์ในตอนนี้มีความคล้ายคลึงกับช่วงปี 2018 และ 2021 อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าสภาพแวดล้อมมหภาคจะเปลี่ยนไป แต่อุปนิสัยของผู้เข้าร่วมเครือข่ายบน on-chain บ่งบอกว่าพวกเรากำลังอยู่ในโซนความเสี่ยงสูง CryptoOnchain กล่าวไว้ มุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากการพุ่งสูงของ Ethereum Exchange Inflow (10 อันดับแรก) ในขณะที่ ETH ร่วงต่ำกว่า 2,300 USD ต้นเดือนกุมภาพันธ์ Ethereum Exchange Inflow (Top 10) วัดมูลค่ารวมของ coin จากสิบธุรกรรมการโอนเข้าไปยังแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อค่าดังกล่าวอยู่ในระดับสูง แสดงถึงการเพิ่มขึ้นของนักลงทุนที่นำเงินฝากจำนวนมากเข้าในคราวเดียว และมักจะเป็นสัญญาณของแรงกดดันในการขายที่เพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงที่ราคาจะลดลงอีกด้วย Ethereum Exchange Inflow (Top 10). ที่มา: CryptoQuant. ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค่านี้พุ่งขึ้นแตะ 1.3 ล้าน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปี สองวันต่อมา ETH ลดลงจาก USD 2,230 เหลือต่ำกว่า USD 2,100 จากการวิเคราะห์ของ BeInCrypto หากต้องการยืนยันการกลับทิศทางของเทรนด์ Ethereum จำเป็นต้อง ฟื้นตัวกลับขึ้นไปอย่างน้อยที่ USD 3,000 สำหรับระยะสั้น ETH อาจ อ่อนค่าลงต่อไปยังแนวรับที่ USD 2,000 เนื่องจากแรงขายยังไม่หมดไป

กิจกรรมบนเครือข่ายอีเธอเรียมพุ่งสูง แต่ยังไม่ใช่สัญญาณตลาดกระทิง

เครือข่าย Ethereum กำลังอยู่ในช่วงที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้บ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้นเสมอไป ข้อมูล on-chain ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า Ethereum ได้บรรลุหมุดหมายสำคัญโดยยอดการโอนมีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ในอดีต สัญญาณลักษณะนี้ไม่เคยนำไปสู่ผลการปรับตัวของราคาที่ดีเสมอไป

นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของ inflow ไปยังศูนย์แลกเปลี่ยนยังทำให้เกิดข้อกังวลว่าความกดดันด้านการขายอาจยังไม่หมดไป

สถานการณ์ปัจจุบันของ Ethereum เทียบกับปี 2018 และ 2021 อย่างไร

เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ข้อมูลจาก CryptoQuant แสดงว่า Ethereum Transfer Count—จำนวนการโอนเหรียญทั้งหมด—ซึ่งวัดโดยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 14 วัน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.1 ล้านรายการ

หากมองเผินๆ ตัวเลขนี้ดูน่าจะเป็นผลดี เพราะแสดงถึงการเติบโตของเครือข่ายที่แข็งแกร่งและการยอมรับ Ethereum ที่กว้างขวางขึ้น

จำนวนการโอนของ Ethereum ที่มา: CryptoQuant.

แต่เมื่อวิเคราะห์เจาะลึก จะพบว่านี่อาจไม่ใช่สัญญาณขาขึ้นอย่างที่หลายคนคาดหวัง ตรงกันข้าม อาจสะท้อนถึงช่วงการปรับฐานหรือแม้กระทั่งจุดสูงสุดของราคาในรอบนี้ โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ในอดีต

นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ชื่อ CryptoOnchain ชี้ให้เห็นถึงสองช่วงเวลาที่กิจกรรมในเครือข่าย Ethereum พุ่งสูง กลายเป็นสัญญาณจุดสูงสุดของตลาด

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2018 ในช่วงจุดสูงสุดของกระแส ICO ปริมาณธุรกรรมของ Ethereum พุ่งขึ้นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน ETH ร่วงจากราว 1,400 USD ลงมาต่ำกว่า 100 USD ภายในสิ้นปี การปรับตัวลงนี้ทำให้ตลาดคริปโตทั้งตลาดเข้าสู่ช่วง “crypto winter” ยาวนานถึงสองปี

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2021 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของ DeFi และ NFT ตัวชี้วัดนี้ก็ทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง ตลาดพลิกกลับโดย ETH ร่วงจากระดับกว่า 4,000 USD ลงมาต่ำกว่า 2,000 USD

เหตุผลนั้นเข้าใจได้ง่าย การเคลื่อนย้าย ETH เพิ่มขึ้นมักบ่งชี้ว่านักลงทุนหลายคนต่างถอนเหรียญออกจากวอลเล็ต โดยในหลายกรณีเป็นรายการธุรกรรมขนาดใหญ่ พฤติกรรมนี้สะท้อนความพยายามในการขายท่ามกลางความคาดหวังในอนาคตที่เริ่มไม่สดใส

สถานการณ์ในตอนนี้มีความคล้ายคลึงกับช่วงปี 2018 และ 2021 อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าสภาพแวดล้อมมหภาคจะเปลี่ยนไป แต่อุปนิสัยของผู้เข้าร่วมเครือข่ายบน on-chain บ่งบอกว่าพวกเรากำลังอยู่ในโซนความเสี่ยงสูง CryptoOnchain กล่าวไว้

มุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากการพุ่งสูงของ Ethereum Exchange Inflow (10 อันดับแรก) ในขณะที่ ETH ร่วงต่ำกว่า 2,300 USD ต้นเดือนกุมภาพันธ์

Ethereum Exchange Inflow (Top 10) วัดมูลค่ารวมของ coin จากสิบธุรกรรมการโอนเข้าไปยังแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อค่าดังกล่าวอยู่ในระดับสูง แสดงถึงการเพิ่มขึ้นของนักลงทุนที่นำเงินฝากจำนวนมากเข้าในคราวเดียว และมักจะเป็นสัญญาณของแรงกดดันในการขายที่เพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงที่ราคาจะลดลงอีกด้วย

Ethereum Exchange Inflow (Top 10). ที่มา: CryptoQuant.

ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค่านี้พุ่งขึ้นแตะ 1.3 ล้าน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปี สองวันต่อมา ETH ลดลงจาก USD 2,230 เหลือต่ำกว่า USD 2,100

จากการวิเคราะห์ของ BeInCrypto หากต้องการยืนยันการกลับทิศทางของเทรนด์ Ethereum จำเป็นต้อง ฟื้นตัวกลับขึ้นไปอย่างน้อยที่ USD 3,000 สำหรับระยะสั้น ETH อาจ อ่อนค่าลงต่อไปยังแนวรับที่ USD 2,000 เนื่องจากแรงขายยังไม่หมดไป
Συνδεθείτε για να εξερευνήσετε περισσότερα περιεχόμενα
Εξερευνήστε τα τελευταία νέα για τα κρύπτο
⚡️ Συμμετέχετε στις πιο πρόσφατες συζητήσεις για τα κρύπτο
💬 Αλληλεπιδράστε με τους αγαπημένους σας δημιουργούς
👍 Απολαύστε περιεχόμενο που σας ενδιαφέρει
Διεύθυνση email/αριθμός τηλεφώνου
Χάρτης τοποθεσίας
Προτιμήσεις cookie
Όροι και Προϋπ. της πλατφόρμας